รีวิว ศรีพันวา ค่าแรงขั้นต่ำก็ไปได้!

ศรัพันวา รีวิว
สวัสดีครับเพื่อน ๆ ผู้รักการท่องเที่ยวทุกท่าน เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ไปเยือน “ศรีพันวา” โรงแรมที่ว่ากันว่าระดับ 6 ดาว  และเป็นสถานที่ในฝันของใครหลาย ๆ คน ผมได้รู้จักโรงแรมนี้ครั้งแรกผ่านรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” และไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ไปจริง ๆ ซึ่งผมต้องจองข้ามปีเลยทีเดียว เพราะช่วงที่ไปเป็นน่า Hi Season (จริง ๆ มัน Hi Season เกือบทั้งปี)

อย่างที่รู้ ๆ กันว่า ราคาค่าห้องพักที่ Sri Panwa ในแต่ละคืนนั้นราคาค่อนข้างสูง (สำหรับใครหลาย ๆ คน) แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตใครล่ะจะไม่อยากไป ถือว่าเปิดประสบการณ์ระดับ HI-END และให้รางวัลชีวิตไปในตัว เราจึงต้องวางแผนทางการเงินอย่างรัดกุม ง่ายที่สุดคือ “วิธีการออม” ซึ่งผมขอแนะนำวิธีการออมเบื้องต้นที่มีประสิทธิภาพอีกอันหนึ่ง >>> http://goo.gl/gndhR

โดยขอให้ตั้งเป้า วัน เวลา ที่จะไปและอย่าลืม “ระเบียบวินัย” ด้วยนะครับ รับรองว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราสามารถท่องเที่ยวไปได้ทุกที่แน่นอน

ก่อนผมจะไปหนึ่งวันผมไปถอยกล้อง Compact มาตัวนึง ซึ่งยังไม่คุ้นมือนัก โดยก่อนไปตั้งใจจะซื้ออีกรุ่นแต่กลับได้มาอีกรุ่น เพื่อน ๆ เป็นเหมือนผมไหม? รุ่นนี้มี Mode และลูกเล่นน่าสนใจทีเดียว เรียกได้ว่าซื้อมาคุ้มค่าตัวมากมาย ที่สำคัญ Upload รูปผ่าน Wi-Fi, Cloud, Social Network, หรือส่งอีเมล์ได้ ถือเป็น Feature ที่จะต้องเป็นมาตรฐานของกล้องในอนาคตชัวร์

ผมคิดว่า SAMSUNG จับ WIFI มาใส่ในมาตรฐานกล้อง Compact ของตัวเองเกือบทุกรุ่นแล้ว การใช้งานถือว่าตอบโจทย์ได้ดีพอควร ถึงแม้เมนูอาจจะใช้ยากและการสับเปลี่ยนระหว่างเมนูอาจจะหน่วงนิดนึง แต่พอคล่องแล้วก็สบายครับ หวังว่ารุ่นต่อ ๆ ไปจะพัฒนาได้ดีกว่านี้ ซึ่งผมคิดไม่ผิดที่ถอยมันมา

แต่ผมใช้งานยังไม่คล่องภาพที่ได้อาจจะไม่ประทับใจเท่าไหร่นะครับ เดือนเอาไว้ก่อน

ผมเดินทางโดยสายการบิน Air Asia โดยเลือกที่นั่งร้อนเอาไว้คับ เพราะรอบนี้ที่นั่งเต็ม เลยนึกถึงสโลแกนที่ว่า “ใคร ๆ ก็บินได้” กว่า 80% เป็นช่าวต่างชาติครับ

ตอนเช็คอินผ่านเครื่องแสกนนึกว่าผ่านสบาย สุดท้ายเจ้าหน้าที่กักตัวผมไว้เพราะเจ้าหน้าที่สแกนเจอ “ของมีคม” เลยต้องฝากเจ้าหน้าที่เอาไว้ ขากลับค่อยมาเอา ค่อยโล่งใจหน่อย หรือนี่เค้าเรียกว่า “ผิดโดยสุจริต” กระมัง

เนื่องจากสนามบินภูเก็ตอยู่บริเวณตอนเหนือของเกาะ ส่วนศรีพันวาอยู่บริเวณแหลมพันวาตอนใต้ของเกาะภูเก็ตผมจึงต้องใช้บริการ “รถแท็กซี่” ซึ่งเราติดต่อเอาไว้ก่อนล่วงหน้า เรททั่วไปประมาณ 800-1200 บาท แต่!!! ผมติดต่อได้ถูกกว่านั้น อิอิ ระยะทาง 43.6 km ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง (อ้างจาก Google Maps)

นั่งรถผ่านเมืองเก่า ระหว่างทางถ่ายจากในรถครับ ผมไม่มีเวลาแวะเที่ยวในเมืองเลยได้เพียงแค่ชมบรรยากาศภายในรถ

วกมาเรื่องกล้องหน่อย ผมว่ากล้อง Compact สมัยนี้ถ่ายได้สวยไม่ใช่ย่อย ตอนแรกกะจะซื้อ DSLR เหมือนกันแต่เวลาเพียงหนึ่งวัน และไม่อยากบานปลายเรื่องงบ กล้อง Compact จึงตอบโจทย์ของผมและเหมาะสำหรับคนต้องการท่องเที่ยว มีรูปเก็บไว้แบ่งให้เพื่อนดูในเว็บและปริ้นท์ลงอัลบั้มบ้างคับ เวลาหยิบจับมาถ่ายเลยสะดวกหน่อย

สำหรับผมต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยและศึกษาให้มากกว่ากดชัตเตอร์ ^^

วิ่งมาใกล้เพลาเที่ยง เริ่มหิวแล้ว เรามีสองตัวเลือกคือ ร้าน “ระย้า” กับ “หมอมูดง” ซึ่งผมก็สุ่มเลือกข้อสอง แต่ว่า “พี่แท็กซี่ ไม่รู้ทาง” เราเลยต้องโทรถามที่ร้านเป็นระยะ ๆ เส้นทางไปร้านค่อนข้างลึกครับ ส่วนบรรยากาศประมาณนั่งอยู่ริมป่าชายเลน เรื่องอาหาร + ราคาประทับใจมาก สมเหตุสมผล อร่อยถูกปาก ตามภาพเราทานกันสองคน (สั่งมาเยอะเลย) ส่วนข้าว (น้องเต่า) คิดว่าสั่งไปประมาณ 5 รอบ ตอนไปมีแค่ 3-4 โต๊ะ พอเข้าตอนเที่ยงไม่รู้มาจากไหนกันเพียบ รถจอดเต็ม

ร้านหมอมูดงคิดค่าเสียหาย เปรียบเทียบกับคุณภาพถือว่าไม่แพง ครั้งหน้าไปภูเก็ตผมไปอีกแน่นอน

อารัมภบทมานาน ขอตัดภาพมายังศรีพันวาแบบกระชากอารมณ์คุณผู้ชมทางบ้าน ทางเข้าของศรีพันวาอยู่สุดหาดติดกับพิพิธภัณฑ์ทางทะเล เป็นทางขึ้นเนินเล็ก ๆ โดยทางโรงแรมศรีพันวาจะมีพาหนะรับส่งตลอด 24 ช.ม. เป็นรถตุ๊ก ๆ เล็กมีหลายสีน่ารักน่าชังทีเดียว ที่สำคัญคุณสามารถเรียกได้ตลอด 24 ชั่วโมง อย่างผมโทรเรียกรถกลางดึกเพื่อไปซื้อของที่ Family Mart ใกล้ ๆ (ไม่ต้องกลัวอด + ไม่ต้องเตรียมเสบียงไปเยอะนะเออ) ผมใช้บริการรถคันนี้มา Check in ที่ Lobby ของโรงแรม

มาถึง Reception ซึ่งเราต้องเช็คอินที่นี่ ซึ่งทางศรีพันวาต้อนรับด้วยน้ำเสาวรสเย็น ๆ และมีพนักงานชื่อ “น้องมุก” สาวน้อยตัวเล็ก ผิวขาวราวกับหยวกที่มาด้วยรอยยิ้ม มาอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ อย่างตั้งใจทำเอาผมเคลิ้มทีเดียว ซึ่งสิ่งที่ผมประทับใจอีกอย่างของที่นี่คือ “พนักงาน” อยากรู้จริงว่าเค้าอบรมพนักงานกันอย่างไร ผมรู้สึกว่าเป็นแขกพิเศษของที่นี่ (แม้จะไม่ใช่ก็ตาม)

Lobby ของโรงแรมที่ให้บรรยากาศของการพักผ่อนได้ดีทีเดียว อาจจะดูมืด ๆ หน่อยสำหรับคนกลัวความมืด

พอมองออกไปนอกหน้าต่างผมถึงเข้าใจว่าทำไม Lobby ของโรงแรมถึงมืด ๆ ณ จุดนี้มองไปด้านนอกก็เกิดอาการ “ฟิน” ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

เมื่ออธิบายรายละเอียดเรียบร้อยแล้วเราก็ขึ้นรถประจำตำแหน่งโดยมีน้อง พนักงานคนนี้ช่วยนำของไปส่งที่ห้องด้วย เป็น นศ.ฝึกงาน บ้านอยู่ที่นี่ อัธยาศัยดีครับ ตอนแรกน้องงงว่าพวกเราเอาถุงขนมอะไรมาเยอะแยะ (แบบว่ากลัวอด) คิดในใจว่าน้องมีโอกาสที่ดีแล้วมาฝึกงานที่นี่ จะได้มีโปรไฟล์ดี ๆ ติดตัว

ลืมบอกไปว่าพนักงานที่นี่แต่งตัวทะมัดทะแมงทุกคน เผลอ ๆ นึกว่าไปออกกำลังกาย ^^

มาถึงห้องแล้วเราก็พบกับพนักงานอีกท่านซึ่งเป็น House Keeper ซึ่งช่วยอธิบายวิธีการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีวี,เครื่องเสียงและเคเบิ้ลทีวี ซึ่งมีรีโมทถึงสามอัน!  ที่บ้านของผมยังใช้โทรทัศน์แบบหมุนอยู่ ไม่งั้นผมคงต้องงมเองเป็นเวลานาน ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้คับ

อากาศวันนั้นร้อนมากครับน้อง “โบว์” เลยเหงื่อซิบ ๆ

โฉมหน้าของเครื่องอำนวยความเพลิดเพลิน ทีเด็ดคือพลังเสียงที่กระหึ่มจากเครื่องเสียง Borse และเพลงเพราะ ๆ ทีบรรจุอยู่ใน IPod ของทางโรงแรมทำให้ผมแทบไม่ดูทีวีเลย ต้องเปิดเพลงคลอตลอดทั้งวัน ผมไม่กล้าเปิดเพลงดัง ๆ เพราะว่าผมชอบฟังเสียงจิ้งหรีดด้านนอกกับดูน้องชะนีปีนป่ายตรงต้นไม้ริมหาด “อืมม….ฟิน”

สิ่งประทับใจเมื่อก้าวเข้ามาในห้องคือ ไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์อยู่เลย แม้เพิ่งมีลูกค้า Checkout ออกไป ไม่มีมดหรือแมลงใด ๆ ภายในห้อง มีแต่เสียงจิ้งหรีดที่ร้องระงมภายนอกทั้งวันแสดงถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ที่ศรีพันวายังรักษาไว้ ซึ่งใครไปแนะนำให้อ่านหนังสือที่อยู่ในห้องพักที่แนะนำถึงธรรมชาติและสัตว์ ป่ารอบ ๆ บริเวณ ที่สำคัญมีการแนะนำชื่อน้องหมาจรจัดด้วย บางตัวบาดเจ็บมา อยู่ที่นี่จนหายเป็นปกติ ^^

อันนี้รูปหลังจากน้องโบว์จัดเสร็จครับ ไม่อยากทำให้ยับเลย

ห้องเป็น Studio ขนาดใหญ่มีเตียงวางตรงกลางห้อง ประตูทางเข้าสองชั้นและมีสวนเล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าจึงมีความเป็นส่วนตัวมากไม่มีเสียงจากด้านนอกเล็ดลอดเข้ามาแต่ อย่างใด ยกเว้นมีคนมาเคาะประตูห้องดัง ๆ เท่านั้น

ใครมาพักที่ศรีพันวาจะได้รับการ์ดต้อนรับจาก Mr.Oliver ซึ่งเป็น GM ของที่นี่ครับ แต่สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างหนึ่งคือ ผมลืมเอาผ้าขาวม้าติดตัวมาโดยไม่รู้มาก่อนเลยว่าที่นี่เขามีให้ด้วย ^^

เราก็เริ่มสำรวจตู้เย็นและมินิบาร์กัน มีของกินเยอะขนาดนี้ผมจะออกไปไหนได้เล่า? เติมใหม่ทุกวันฟรี!!! ทายซิผมฟาดอะไรหมดเป็นอย่างแรก?

ทางศรีพันวามีอุปกรณ์ความสะดวกปลีกย่อยต่าง ๆ ครบครัน และฟั่งชั่นการใช้งานต่าง ๆ ไม่ต้องทำความเข้าใจยาก ที่สำคัญมีเครื่องทำกาแฟสดด้วยนะเออ

สำรวจในห้องเป็นที่พอใจแล้ว ผมไม่รอช้ากระโดดลงสระโดยพลันบอกได้คำเดียวว่า “ฟิน”

อาหารสุดหรูมื้อแรก เดี๋ยวไม่มีแรงเล่นน้ำ

หัวค่ำเราแอบไปดูบรรยากาศรอบ ๆ แต่ไม่กล้าไปไกลนัก ไม่อยู่แป๊บเดียวมีคนแอบมาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนกับทำความสะอาดห้องให้ประทับใจ จริง ๆ แถมทิ้งบัตรข้อความคำคมดี ๆ ไว้ให้ด้วย

ใครตื่นเช้าหน่อยจะได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าจากริมทะเลฝั่งอันดามัน ผมตื่นเกือบสายแหน่ะ

แดดสว่างไวกว่าที่คิด ท้องเริ่มร้อง เราเดินสำรวจตรง Buffet กันดีกว่า ที่นี่มีชื่อเป็นทางการว่า “บาบา พูลคลับ” ทีเด็ดคือขนมจีน + น้ำยารสชาติจัดจ้านสไตล์คนไทย ซึ่งพนักงานบอกว่า ศรีพันวาถูกสร้างมาเพื่อนักท่องเที่ยวชาวไทย ผมว่าจริง! โดยเฉพาะรสชาติของอาหาร

นักท่องเที่ยวที่พักช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติครับ พนักงานที่นี่ชอบทักทายเป็นภาษาอังกฤษ ผมจึงต้องเออออไปด้วย พนักงานทุกคนดูกระตือรือร้นที่จะบริการดีครับ

A la carte ของที่นี่คุณสามารถสั่งได้นอกเหนือจากบุฟเฟ่ต์ มีหลากหลายเมนู รสชาติเข้ากันกับขนมจีนน้ำยาได้อย่างลงตัว ^^

ทานเสร็จผมก็แวะสำรวจห้องน้ำที่อยู่ใกล้ ๆ กับบาบา พูลคลับ สัญลักษณ์ห้องน้ำผู้ชายดูครั้งแรกต้องพิจารณานิดหน่อย ว่าอันไหนคือผู้หญิง หรือ ผู้ชาย

ผมแอบเห็นความเอาใจใส่เรื่องดีไซน์ ซึ่งที่คุณเห็นอยู่คือ ที่เก็บสายยางดับเพลิง

ทานเสร็จผมขอตัวไปเดินย่อยรอบ ๆ อีกครั้ง ตรงนี้มีประตูทางเชื่อมเรียกว่า “ประตูดาว” เราสามารถเดินออกไปชายหาดหรือสระกลางได้ เดี๋ยวผมจะพาไปชม

เดินข้ามสะพานมาสะดุดตากับสิ่งนี้  ผมเข้าใจว่ามันคือถังขยะนี่เอง เป็นถังขยะที่ต้องมองดูทุกครั้งที่เดินผ่าน ^^

เดินออกไปสักนิดแล้วคุณจะเห็นท่าเรือส่วนตัว หรืออาจจะเรียกว่าโป๊ะก็ได้ บางเวลามีสปีดโบ้ทนำนักท่องเที่ยวมาส่งหลายครั้ง หากมองออกไปในทะเลคุณอาจจะเห็นเรือประมงหรือเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ลอยอยู่ ไม่ไกลจากฝั่งนัก

ท่านสามารถนั่งจิบกาแฟชมวิวได้จากตรงนี้ แต่ว่าตอนนี้แดดเปรี้ยง ผมขอทดไว้ในใจ แต่วันนี้ทะเลสวยมากขอบอก

เดินถัดมาไม่กี่ก้าวคุณจะพบกับสระน้ำขนาดย่อม กลางวันจะมีนักท่องเที่ยวมีอาบแดดจำนวนมาก สระนี้ลึกไม่มากแต่สามารถเล่นน้ำและชมวิวห้องพักศรีพันวาได้เกือบทั้งหมด

ผมมาแอบยืนถ่ายรูปอยู่ ก็มีเสียงเรียก Hello! จากกระทาชายนายหนึ่ง ผมหันกลับไปทักเขาแล้วพูดว่า “สวัสดีครับ” เขาก็พูดว่า I’m not Thai. ผมก็หน้าแตกทันที คุยไปคุยมาเป็นภาษาอังกฤษจนเมื่อยมือ พอทราบคร่าว ๆ ว่าชายหนุ่ม “Jimmy” เป็น Trainee  บ้านเกิดอยู่ภูฎาน ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากสวิสเซอร์แลนด์เพราะจิมมี่เรียนอยู่ที่นั่น ลืมบอกไปที่ศรีพันวามี Trainee จาก ตปท.เยอะมาก น่าดีใจด้วยที่ได้มาฝึกงานที่โรงแรมระดับ HI-END

ก่อนจากกันผมรบกวนให้ Jimmy โทรเรียกรถประจำตำแหน่งไปส่งที่ “ฟิตเนส” จิมมี่เป็นธุระจัดหารถให้ ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี่

อยู่บนรถชมนกชมไม้ข้างทาง จำได้ว่าอากาศร้อนแต่ไม่อบอ้าวเหมือนในเมืองใหญ่ ๆ

มาถึงแล้วครับฟิตเนสของศรีพันวา แอร์เย็นฉ่ำ เครื่องออกกำลังกายสภาพใหม่ มีลูกน้ำหนักตั้งแต่ลูกเล็ก ถึงน้ำหนักขนาดนักเพาะกาย ขณะที่ผมเข้าไปมีฝรั่งวิ่งอยู่บนลู่วิ่งอยู่หนึ่งคน และผมก็ได้พูดจาปราศัยกับครูฝึกของที่นี่ด้วย

ครูฝึกท่านนี้มีนามว่า “ตูน” ทำงานอยู่ที่ศรีพันวามากว่า 5 ปี ปกติเป็นครูสอนเทนนิส (ในศรีพันวามีคอร์ดเทนนิสแต่กำลังปรับปรุง) คุณตูนจึงมาช่วยดูแลตรงฟิตเนส แถมสอนวิธีการยืดกล้ามเนื้อหลายแบบให้ผมโดยไม่มีกั๊ก และเปิดประสบการณ์การเล่นลูกบอลในท่าต่าง ๆ เวลาเพียงไม่กี่นาทีผมได้รับความรู้มากมาย และผมรู้สึกได้ถึงความ “เต็มใจบริการ” ของพนักงานท่านนี้ และเขายังนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ในศรีพันวาให้ผมอีกด้วย ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ครับ

หลังจากที่ผมทำความรู้จักกับครูฟิตเนสแล้ว เขาก็เสนอพาผมไปที่สถานที่น่าสนใจที่หนึ่ง ซึ่งปกติต้องเรียกรถประจำตำแหน่งมาพาไป แต่ครูตูนพาผมเดินตัดทางลัด เลยรู้ว่า มันไม่ไกลกันเลย สถานที่นั้นคืออะไรเดี่ยวพาไปชมกัน ใบ้ให้ว่าเขาจะพาไป “ขับรถซิ่ง” ในศรีพันวา

มาแล้วคับผมได้ขับรถซิ่งในศรีพันวา แบบไม่ผิดกฎหมาย นักท่องเที่ยวที่มาเป็นครอบครัว ชอบมาทำกิจกรรมกันที่นี่ครับ ส่วนขับรถซิ่งมีผมคนเดียว (ไม่ผ่านด่านสองสักที T_T) ผมแอบตีปิงปองสู้กับครูตูน แต่แพ้ราบคาบ

มื้อเที่ยงวันนี้ผมขอหาอาหารราคาไม่แพงทานกัน ผมเลยวางแผนทานข้าวเที่ยงร้านใกล้ ๆ ศรีพันวา ซึ่งเราสามารถเดินออกมาได้ ห่างจากศรีพันวาประมาณ 200 เมตร ติดริมทะเลแต่ผมขอใช้บริการรถส่วนตัวซึ่งเขาก็ยินดีที่จะมาส่งถึงหน้าร้าน ขากลับสามารถโทรเรียกรถมารับได้

บรรยากาศร้านนี้สบาย ๆ คนไม่แออัด เพราะห่างไกลตัวเมือง อาหารขอบอกว่าอร่อยจนต้องเบิ้ล เป็นอีกมื้อที่อร่อย และคุ้ม  (เข้าบรรยากาศอาหารกลางวัน) ร้านนี้มีชื่อว่า “เคียงเล” ถูกปากผมทุกอย่าง เจ้าของอัธยาศัยดี

ทานเสร็จผมก็เดินดุ่ม ๆ ตากแดด ตามฟุตบาตซึ่งบริเวณนี้เป็นจุดชมวิวของฝั่งอันดามันที่เงียบสงบอีกจุดหนึ่ง แอบเห็นคนมาถ่าย Wedding กันด้วย

เดินมาจนสุดทางเดินก็พบกับป้ายนี้ เป็นสถานที่ ๆ เพื่อน ๆ แนะนำหากไปศรีพันวา ผมขอเรียกว่า “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ” ผมไม่รอช้าเดินดุ่ม ๆ เข้าไปอย่างไว ผมสังเกตเห็นว่าบริเวณลานจอดรถมีรถทัวร์ของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศจอด อยู่เป็นจำนวนมาก

เดี๋ยวเพื่อน ๆ ที่ไม่เคยไปจะนึกภาพไม่ออก (เหมือนผมก่อนหน้านี้) ว่าศรีพันวาและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำตั้งอยู่ติดกัน เดินมาก็ได้ ฝั่งซ้ายที่มีรถกระบะคือทางเข้าศรีพันวา ส่วนด้านขวาคือ ทางเข้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ชื่อภาษาอังกฤษคือ Phuket Aquarium

ผมไปยืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ประตูทางเข้าอยู่นานสองนาน เพราะแอร์มันเย็นมากก จนทนไม่ไหวต้องซื้อตั๋วขอเข้าไปตากแอร์เสียหน่อย

อัตราค่าตั๋วคนไทย

เด็ก 20 บ.
ผู้ใหญ่ 50 บ.

อัตราค่าตั๋วคนต่างชาติ

เด็ก 50 บ.
ผู้ใหญ่ 100 บ.

พอเข้าไปด้านในผมพบว่านอกจากแอร์เย็น ๆ แล้ว ผมยังได้เปิดประสบการณ์สัตว์น้ำแปลก ๆ ในมหาสมุทรอีกมากมาย 50 บ. ทำให้ผมได้อะไรมากกว่าที่คิด

ผมใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชม. ตลอดการชมครั้งนี้จะมีเด็ก ๆ ที่ดูตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ปรากฎตรงหน้า ร้องกันเสียงหลง ผมคิดว่าในอนาคตผมจะพาลูกเพื่อนมาเที่ยวที่นี่ให้ได้ (แฟนเพื่อนสนิทผมคนหนึ่งกำลังตั้งท้องมีลูกคนแรก หากคลอดแล้วผมอยากมีโอกาสจะพาหลานมาเที่ยวที่นี่คับ ^_^)

เสร็จแล้วผมก็เดินวกกลับมาทางเข้า โดยให้พนักงานรักษาความปลอดภัยด้านหน้าช่วยโทรเรียกรถประจำตำแหน่งให้ ไม่ฉะนั้นคงต้องเดินขึ้นเขาระยะย่อม ๆ จากภาพจะเห็นได้ว่าทางเข้าไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิด แต่พอที่รถประจำตำแหน่งจะวิ่งสวนกันได้ ^^

ลงจากรถผมก็เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อย ตามมาชมความงามของศรีพันวาตอนแดดเปรี้ยง ๆ กันเลย

เดินย้อนมาดูที่ Baba Pool ดูซิว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร?  ปรากฎว่าน้ำทะเลสีสวย พร้อมวิวเรือประมงไกล ๆ แดดจัดแบบนี้ฝรั่งชอบมาก มานอนอาบแดดข้าง ๆ อยู่หลายคน

ผมเฝ้ารอจนแดดเริ่มอ่อนกำลังลง ผมไม่รอช้าวิ่งลงไปบริเวณ “โป๊ะ” ที่เคยถ่ายภาพจากมุมสูงก่อนหน้านี้ทันที น้ำที่ชายหาดลดไปมากทำให้เห็นประการังที่ยังมีชีวิตและที่ตายไปแล้ว บริเวณหาดไม่มีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำแต่อย่างใด

ผู้คนไม่พลุกพล่านแบบนี้เหมาะแก่การพักผ่อนเป็นที่สุด ผมจึงมีเวลาซึมซับบรรยากาศแบบส่วนตัวโดยด้านหน้าคือศรีพันวาส่วนฉากหลังคือ ฝั่งทะเลอันดามัน!

แบบซูมใกล้ ๆ หลังไหนของเรานะ?

ลืมบอกไปว่าทางศรีพันวาขายปลีกวิลล่าเหล่านี้ด้วยมีหลายแบบหลายราคา สนนราคาราว ๆ 25 ล้านต่อหลัง (หากตัวเลขคลาดเคลื่อนต้องขออภัย)

แสงแดดกำลังจะลับขอบฟ้า เราตัดสินใจทิ้งความประทับใจไว้ตรงนี้ แล้วมุ่งไปสู่งเป้าหมายต่อไป

ขากลับผ่านสระแห่งนี้ด้วย ไม่มีคนเลย ถ้าเอาชุดว่ายน้ำมาด้วยล่ะก็ คงได้ยินเสียง “ตูม” เป็นแน่แท้

จุดหมายต่อไปของผมคือ หนึ่งใน Highlight ของที่นี่ครับมีชื่อเป็นทางการว่า Baba nest ซึ่งคุณสามารถชมวิวแบบรอบทิศทาง ดูพระอาทิตย์ตกจากฝั่งอันดามันได้ที่นี่ หากคุณอยากจะมาชมบรรยกาศดี ๆ แบบนี้สามารถสำรองที่นั่งได้ทุกวันครับ ไม่จำเป็นต้องมาพักก็ได้ บอกได้คำเดียวว่า “ฟิน”

*ภาพที่ได้ถ่ายจากกล้องมือถือคับ

อีกมุมครับ ขอถ่ายโต๊ะข้าง ๆ เลยติดอุปกรณ์ประกอบฉากมา บรรยากาศเย็น ๆ ชิลเหลือเกิน ผมนั่งโต๊ะ ข้างหญิงฝรั่งกับลูกชายประมาณ 5 ขวบ ช่างพูด ช่างเจรจา ดูมีความสุขกันทุกโต๊ะ

ดื่มด่ำกับบรรยากาศได้ที่แล้ว ผมก็กลับมายัง “ห้องหรรษา” อีกครั้ง เพื่อออกกำลังเบา ๆ ก่อนนอน

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะพักที่ศรีพันวา ผมก็เดินสำรวจต่อไป มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่มานั่งสังสรรค์กันที่ Baba Pool แห่งนี้ ^^

ยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็น ผมชอบเสียงดนตรีที่เค้าเปิดคลอ ฟังได้ไม่เบื่อ เป็นเพลงบรรเลงซะส่วนมาก โซนนี้ใครชอบเครื่องดื่มและสังสรรค์น่าจะถูกใจ ผมเผลอนั่งเตียงอาบแดดแป๊บเดียวเคลิ้มเสียจนเกือบหลับ ทั้งลม ทั้งดนตรี ทั้งเสียงคลื่น อ๊าาาา….ฟิน

วันนี้เป็นวันสุดท้ายซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงที่ผมจะต้อง Check out จากที่นี่แล้ว ผมจึงต้องซัดอาหารเช้าให้พุงกาง ก่อนออกเดินทางกลับสู่มหานคร

อิ่มหนำสราญใจเสร็จ ผมก็อยากจะเก็บความทรงจำรอบ ๆ จึงเลือกการเดินเท้าไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในศรีพันวาครับ ที่แรกที่ไปคือ ลานชิงช้าสวรรค์ (ผมตั้งเอง)

ตรงนี้จะมีชิงช้าอันใหญ่อยู่และเครื่องเล่น 2-3 ชิ้น เหมาะแก่การถ่ายรูปมากมาย ผมกดชัตเตอร์ไปกว่า 30-40 ภาพ ใช้เวลาไปนานพอสมควร

หากไปบริเวณนี้แนะนำว่าทายากันยุงหรือแมลงไปด้วยก็ดี

เดินไปตามทางก็จะพบแผนที่บอกถึงจุดต่าง ๆ ในศรีพันวา แค่แผนที่ก็มีการออกแบบให้เข้ากับลักษณะของธรรมชาติ

แต่สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ระหว่างที่ผมเดินนั้น หากมีพนักงานขับรถหรือเดินผ่านมาถ้าพวกเขาอยู่ในระยะใกล้หน่อยก็จะยิ้มให้ และกล่าว “สวัสดี” หากอยู่ไกลหน่อยก็จะยิ้มแล้วพยักหน้าทักทาย

ผมไม่เห็นพนักงานคนไหนเมื่อเห็นแขกแล้ว “หลบสายตา หรือ แกล้งมองไม่เห็นแต่อย่างใด” กลับเป็นเราต่างหากที่ต้องคอยเดินแอบ ๆ หลบสายตาพนักงาน 555+

ที่นี่คือ Cool Spa อันลือชื่อ ผมแอบถ้ำมองลอดไปทางประตู เห็นภายในมีสระน้ำ และมีกลิ่นอโรม่าลอยมาเตะปลายจมูกอันแหลมคม และมีเสียงเพลงเปิดคลอเบา ๆ เสียดายมีเวลาน้อยไม่งั้นอาจจะ “ฟิน”

จวนได้เวลา Check out แล้ว ผมจึงเตรียมตัวเก็บสัมภาระ และเผลอไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งน่าจะมีอยู่ทุกห้องที่ผมเคยบอกว่ามันเป็นหนังสือที่บรรยายสิ่งรอบ ๆ ที่ศรีพันวาแห่งนี้ มีทั้งสัตว์ ทั้งต้นไม้ พืชพรรณ ต่าง ๆ

ในที่สุดเราต้องกลับมา ณ จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ผมคิดว่านักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนคงเป็นเหมือนผมคือ “ใจหาย”

ขณะที่ผมอยู่ที่ Lobby แห่งนี้ มีแขกอีกกลุ่มกำลัง Check out หน้าตาเซื่องซึม ดูไม่มีความสุข คงมีอาการเดียวกันกับพวกเรา คือ ยังไม่อยากเช็คเอ้าท์ไปไหน บรรยากาศดูเหงา ๆ ชอบกล ไม่เหมือนตอนมา Check in เลย

ขอลาภาพสุดท้ายในศรีพันวา ด้วยภาพนี้นะครับ

ขากลับผมใช้บริการแท็กซี่คันเดิมให้เข้ามารับ ระหว่างทางแวะพักทานอาหารกลางวัน “หมี่สะปำ” ไม่รู้จ้าวไหนดี เลือกที่นี่ละคนแน่นร้าน

ตอนผมเข้าไปคนแน่นร้าน แต่มีโต๊ะเหลือที่นึงพอดี ผมก็ไม่รอช้าเปิดเมนูมองหาชื่อแปลก ๆ แล้วจิ้ม พนักงานสาวชาวต่างชาติออกอาการเหวอเล็กน้อย ผมจึงต้องทวนรายการอีกครั้ง

มาแล้วครับอาหารอันเลื่องชื่อของที่นี่ “หมี่สะปำ” อร่อยจนผมต้องเบิ้ล (ตามเคย) ลูกชิ้น แล้วก็อะไรอีกอย่างจำไม่ได้ ใครรู้ช่วยบอกที

ในที่สุดก็มาถึงสนามบินนานาชาติภูเก็ต วันนี้คนไม่แออัด ขากลับผมใช้บริการ “นกแอร์” ไฟล์ทนี้ผมขึ้นเครื่องกับนักร้องขวัญใจวัยทีน “ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์” มาเต็มวง

สบตาพี่ป้างครั้งแรกผมอยากจะทักแกว่า “ดึกแล้วววว ข่มตานอนแต่หัวใจรุมเร้า…”

จากไปจริง ๆ ด้วยภาพนี้ สนามบินภูเก็ต สนามบินที่อยู่ใกล้ทะเลนิดเดียว

ก่อนกลับผมได้ทิ้ง Comment ให้ทางโรงแรมเรื่องของพนักงาน ซึ่งผมไม่ขอเอ่ย ปรากฎว่าหลังจากกลับมาได้ 2-3 วันคุณ Oliver ได้อีเมล์มาขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ และให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก (จริง ๆ แอบรู้สึกผิดที่คอมเม้นท์ไปแบบนั้น T_T) แต่สิ่งนี้กลับทำให้พวกเรารู้สึกดีขึ้นอีกกับความใส่ใจ

email

มาสรุปค่าใช้จ่ายกันนะครับ

1. ห้องพักแบบถูกสุด One bedroom Pool Suite คืนละ 14000 x 2 = 28000 บาท ในบางช่วงอาจจะราคาไม่เท่ากันแล้วแต่ Agency แต่ราคาอยู่ราว ๆ 12000-15000 บ. แนะนำให้จองเว็บเจ้าดัง ๆ แต่ต้องตรวจสอบเงื่อนไขว่ารวมอะไรและไม่รวมอะไรด้วยนะครับ ^^
2. Taxi + ทางด่วน 300 บ.
3. อาหารหมอมูดง 720 บ.
4. Taxi ภูเก็ต 850 บ.
5. เครื่องดื่ม 700 บ.
6. Tip พนักงาน + คนขับรถ 240 บ.
7. อาหารร้านเคียงเล 750 บ.
8.ช้อปปิ้ง 500 บ.
9.หมี่สะปำ 260 บ.
10.รถเมล์ (ขากลับจากดอนเมือง) 60 บ.
11. ค่าเครื่องไปกลับ 4000 บ.

รวม 36380 บาท

หวังว่าทุกท่านคงจะไม่ลืมพลังของ “การออม” กันนะครับ ฝากจำนวนเท่า ๆ กันทุก ๆ เดือนโดยกำหนดเป้าหมาย และมีระเบียบวินัยทางการเงิน คุณก็จะสามารถไปทุกแห่งในโลกใบนี้ได้ครับ

วิธีการออมเงินง่าย ๆ

* สุดท้ายนี้สิ่งที่ผมประทับใจอันดับแรกคือ “พนักงาน” มีจิตใจที่อยากจะบริการมาจากข้างใน ถ้าผมมีตังค์อยากจะเข้าซื้อกิจการของศรีพันวา เพราะอยากได้ “ทรัพยากรคน”  <<< ยืมเจ้าสัวธนินทร์มา ^^
ขอบคุณทุกท่านที่เฝ้าติดตามบทความนี้ขาดเหลืออะไรไปต้องขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย

แล้วเจอกันทริปต่อไป ^^

Peter

ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา และเชื่อว่า "เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะทำดีได้" ปัจจุบันทำงานสาย Digital Marketing และ E-commerce ชอบท่องเที่ยวเพื่อหาประสบการณ์และอยากแบ่งปันความรู้ในกะลาของตนเองแก่ชาวโลก ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม Blog เล็ก ๆ แห่งนี้

More Posts - Website