การทำธุรกิจนั้นเราจำเป็นที่จะต้องเตรียมใจให้พร้อมรับกับปัญหาและอุปสรรคที่จะตามมาหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ปัญหาและอุปสรรคทางธุรกิจจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ลักษณะของกิจการ บทความนี้ผมขอเล่าถึงปัญหาที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งของการทำธุรกิจ นั่นคือ ปัญหาทางการเงิน ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดมาจากหลายๆสาเหตุ ใบบทความนี้ผมขอเล่าถึง ปัญหาทางการเงิน ที่ ทอรุ้ง ได้ประสบมา….
ในช่วงแรกๆของการเริ่มต้นดำเนินกิจการ ร้านกิ๊ฟช็อป ทอรุ้ง ผมประสบปัญหาสภาวะทางด้านการเงินเหมือนกัน ปัญหาที่ว่านี้คือ “เงินไม่พอใช้” เรามาลองวิเคราะห์ตามเหตุการณ์กันเลยนะขอรับ
ช่วงที่กิจการมีปัญหาเงินไม่พอใช้ ช่วงดังกล่าวอยู่ประมาณ เดือน ตุลาคม 2554 หลังจากเปิดกิจการมาได้ 1-2 เดือน เป็นที่แน่นอนครับว่าถ้าเงินขาดมือย่อมจะทำให้เจ้าของเครียดไปด้วย!!! ต้องไปหาเงินตัวนู้นตัวนี้มาโปะเขาไป เราก็พยายามให้วิกฤตเรื่องราวนี้ผ่านไปได้ พอมันผ่านพ้นไปผมก็กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ทำไมนะเงินถึงช็อต? ซึ่งเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจ
สันนิษฐานไว้ว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากภายนอก เพราะว่าร้านก็พอขายได้ ไม่ถึงขนาดกับว่าไม่มีลูกค้าเลย ผมเลยตัดประเด็นทางด้านการขายการตลาดออกไปก่อน เพราะว่าร้านก็พอขายได้ ดีไม่ดีค่อยมาว่ากันทีหลัง
ดูจากยอดแล้วมันน่าจะพอไหว แต่ทำไม?
ด้งนั้นปัญหาน่าจะเกิดภายในร้านทอรุ้งเอง ว่าแต่ว่าปัญหานั้นคืออะไร?
คิดอะไรไม่ออก ดูงบตัวเองก่อนเลยครับ จะได้รู้ว่าอะไรยังไง (ผมได้กล่าวถึงความสำคัญของการจดบันทึกบัญชี ติดตามได้ใน ร้านกิ๊ฟช็อป ทอรุ้ง ตอนที่ 7: การจดบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายนั้นสำคัญมาก http://goo.gl/cmBeS )
ชัดเจนขอรับ!!!!! ตัวแดงโล่มาเลยครับพี่น้อง!!! ขาดทุน!!!!เห็นๆ ไม่ต้องชี้แจงแฉลงไขใดๆ
มาดูกันครับว่าจากงบเห็นอะไร
ทำไมถึงขาดทุน? คือคำถามที่ตามมา
จากงบชัดเจนว่าตัวปัญหาอยู่ที่ ยอดซื้อและยอดขายที่ไม่สมดุลกัน หรือ ปัญหาบ่งบอกเราได้ว่าสินค้าที่เราซื้อมานั้นเราขายได้ไม่หมด มันจะเหลือเป็นสินค้าคงคลังแทน ถ้าเหลือมากก็จะทำให้เงินสดของร้านหายไปเป็นเงาตามตัวไป
มานั่งคิดต่อว่า ทำไมเราถึงซื้อขายถึงไม่สมดุลกัน?
จากการนั่งคิดสะระตะแล้ว ได้ความดังนี้ การทำเริ่มต้นกิจการ เรายังไม่มีหลักเกณฑ์ในการซื้อของเข้าร้าน ประมาณว่าซื้อตามใจว่างั้นเถอะ อันนี้สวย อันนี้ชอบ อันนี้น่าขายได้ เลยซื้อ แต่ลืมคาดการณ์ถึงความสมดุลของเงิน นั่นก็คือ ยอดซื้อและยอดขาย
ได้ความเห็นประเด็นมาดังนี้
โล่ง อก เลย ครับ!!!
ในเมื่อเรารู้ต้นตอของปัญหาแล้ว มิหนำปัญหาที่เกิดนั้นเป็นจากตัวเราเองและเป็นปัญหาที่เราจัดการได้เสียด้วย ดังนั้นคงไม่ยากเกินแรงเราที่จะจัดการกับมัน ลุยเลยครับ!!!
ผมเลยจัดการแบ่งสัดส่วนการเงินดังนี้ครับ
ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ 60% ของยอดขาย จะซื้อของเข้าร้าน
ส่วนที่สอง ประมาณ 20% ของยอดขาย จะเป็นส่วนของค่าใช้จ่ายคงที่ ใช้หนี้และเงินเก็บของกิจการ
ส่วนที่สาม ประมาณ 20% ของยอดขาย จะเป็นส่วนที่เราจะนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมจะปรับสัดส่วนนี้ตามความเหมาะสมในแต่ละเดือนอีกครั้ง ลดตัวนู่นเพิ่มตัวนี้ตามแต่ปัจจัย
เงินส่วนต่างๆที่ได้จากการจัดสรร
เงินส่วนที่ 1 ผมจะนำไปซื้อของเข้าร้านในเดือนหน้า
เงินส่วนที่ 2 ผมจะนำไปจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้าขายดีก็จะนำเงินส่วนนี้เก็บไว้เป็นทุนต่อไป
เงินส่วนที่ 3 จะเป็นเงินที่เราจะใช้ในเดือนถัดไป (แปดพันกว่าบาท!!! สู้ตายครับ!!! …[^_^]…)
จากการแบ่งสัดส่วนจะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่าเราจะมีเงินไว้ใช้ไม่มาก(ถ้าขายไม่ดี) แต่เราจะยังคงรักษาสมดุลทางการเงินที่จะไม่ทำให้กิจการเราเงินขาดมือได้บ้าง
หลังจากทดลองใช้ทำให้งบเป็นดังนี้
จากตาราง ถึงแม้ว่า ยอดขายจะไม่ดี แต่ เงินเราก็ยังไม่ถึงขาดมือจนเป็นตัวแดง มีเงินไว้พอจับจ่ายใช้สอย ถึงแม้ว่าจะไปเบียดสต็อกบ้างก็ค่อยไปปรับไปว่ากันอีกที
นี่คือตัวอย่างการปัญหาและเหตุการณ์ทางการเงิน และ การแก้ไขปรับปรุงที่ร้านทอรุ้งได้ประสบพบมาครับ ลองนำไปปรับประยุกต์ใช้กันดูแล้วพบกันใหม่บทความหน้าขอรับ
สุดท้ายนี้ขอเป็นแรงกำลังใจให้ทุกท่านกำลังฟันฝ่าอุปสรรค ผ่านพ้นเรื่องราวต่างๆไปได้ด้วยดี
อาจารย์ผมกล่าวเสมอว่า “การเงินก็เปรียบได้ดั่งหัวใจของธุรกิจ” ดังนั้นผมคิดว่า เราควรดูแลเอาใจใส่ “หัวใจ” ของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะถ้าหัวใจของธุรกิจแข็งแรงแล้ว ย่อมจะส่งผลทำให้ส่วนอื่นๆของธุรกิจแข็งแรงด้วยเช่นกัน
ขอให้บทความชิ้นนี้จงได้สร้างประโยชน์ให้แก่ท่านผู้อ่านทุกท่าน
ขอให้ความร่ำรวยและความสุขสวัสดิ์จงมาสถิตแด่ท่าน
…[^,^]…
Mr.KH
9/1/55
ปล.
-วิธีการนี้ไม่ตายตัวนะขอรับ ไม่แน่ว่าทำไปทำมา สินค้าอาจจะไม่เหลือเลยก็ได้เพราะการตั้งราคาขายอาจจะไม่สอดรับกับสัดส่วนการซื้อของเข้าร้านก็เป็นได้ ดังนั้นอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมนะขอรับ
-หลายๆท่านที่ติดตามเรื่องราวของทอรุ้งอาจจะตั้งคำถามว่า ลงทุนไปตั้งเป็นแสนแสน ได้เงินมาใช้เดือนละแปดพันกว่าบาทจะคุ้มมั้ยเนี่ย ถ้าทำงานประจำปกติรับตั้งหลายหมื่น!!! นั่นสินะครับถ้ามองจากตัวเลขนี้ผมก็คิดอย่างนั้น 555+ แต่กิจการนี้ยังคงมีความลับที่รอการเปิดเผย มีโปรเจคที่รอการบุกเบิกอยู่ ส่วนที่ว่าคืออะไรนั้นผมขออุบไว้ก่อน ไว้เผยตอนถัดๆไปนะขอรับ
-ผมได้นำบทความนี้ไปโพสในเวปไซด์ยอดนิยม และผมก็ได้คำแนะนำที่มีประโยชน์มากๆจาก คุณ Mr.OB1 ผมขออนุญาตลงคำแนะนำที่มีประโยชน์นี้เพื่อแชร์ความรู้และนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป
“ควรทำมูลค่าสต๊อครวมเอาไว้ด้วยครับ จะได้รู้ว่ากิจการเราดีจริงไหม แล้ว แบ่งเงินไว้ขยายกิจการผ่านการเพิ่มสต๊อค จำนวนรอบหมุนเวียนของ สต๊อคกับยอดขายให้อยู่สักไม่เกิน 50 % หรือให้รอบการขายเร็วและไม่เยอะจะยิ่งดีครับ โดยรวมผมคิดว่าโอเคนะครับ ทำระบบให้ดี ยอดกำไรสุทธิต่อร้านได้ถึง 25000 บาทต่อเดือน (เฉลี่ยทั้งปี) จากนั้น ก็น่าจะเพิ่มได้อีก 1 สาขา ในอีก 1 อำเภอ โดยจัดหาพนักงาน 1 คน – และวางระบบสต๊อคให้แข็ง ๆ ไว้ครับ ช่วยได้ และยอดซื้อที่มากขึ้น สาขาที่มากขึ้นจะลดต้นทุนรวมด้วยจากการต่อรองราคาซื้อส่ง”




Comments