ฝนตกหนักน้ำท่วมกันทั้งประเทศเลยนะครับช่วงนี้ เสียหายกันทั้งทรัพย์สิน ทั้งร่างกายและจิตใจ ขอให้ภัยธรรมชาติในครั้งนี้ผ่านพ้นไปโดยไวและขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่านแคล้วคาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง
มาถึงตอนที่ 5 แล้วนะครับกับการเล่าเรื่องของกิจการร้านกิ๊ฟช็อปทอรุ้ง ณ วันนี้ก็เปิดร้านมาได้ 13 วันแล้ว งานหลักของร้านก็ยังงานทำความสะอาด จัดระเบียบเรียงหมวดหมู่สินค้าใหม่ให้แลดูดีขึ้น งานจัดเรียงน่าจะใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะเข้าร่องเข้ารอย เรื่องยอดขายก็ถือว่าพอไปได้เรื่อยๆ
ผู้จัดการร้านทอรุ้ง
ผู้จัดการของร้านกิ๊ฟช็อปทอรุ้ง(ทั้งร้านมีตำแหน่งเดียว)ลาออกจากพนักงานธนาคารพาณิชย์มาเป็น แม่ค้าขายของ ซึ่งหลายๆคนที่อยู่รอบๆตัวเธอจะถามเธอจะ ถามคำถามมากมายที่จะออกไปทางลบหรือที่ไม่สร้างสรรค์ ยิ่งประกอบกับตัวเธอนั้นได้จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้วยแล้ว คำถามเล่านี้จึงเกิดขึ้น
เรียนจบตั้ง ปริญญาโท แล้วมาขายของเนี่ยนะ?
ลาออกจาก แบงค์ ไปเป็นแม่ค้าขายของจริงเหรอ? คิดยังไง?
หน้าตาท่าทางแลสำอางอย่างนี้จะทำไหวเหรอ?
คำถามประเภทนี้นอกจากจะไม่สร้างสรรค์แล้ว ผมคิดว่ายังไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อีกด้วย อาจจะเข้าทำนองสุภาษิตไทยที่ว่า มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ในบทความนี้ผมจึงขอพร่ำเรื่องแนวคิดสักนิดนะครับซึ่งโดยส่วนตัวผมมีความคิดเห็นดังนี้
อย่าประเมินคนอื่นที่อาชีพที่เขาทำ ทุกอาชีพที่สุจริตไม่ว่าอาชีพไหนก็ตามก็มีเกียรติ ก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน
อย่าประเมินคนอื่นที่สถานที่ทำงาน ถึงแม้ว่าคุณจะทำงานในตึกหรูหราใหญ่โตก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเจ๋งกว่าคนที่ทำงานในออฟฟิตเล็กๆที่อยู่ปลายซอย
อย่าประเมินคนอื่นที่เสื้อผ้า ถึงแม้ว่าแต่งตัวไม่หรูหราแต่เขาก็ทำโดยสุจริตและอาจจะทำเงินได้ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนที่แต่งตัวหรูหรา
อย่าประเมินคนอื่นที่หน้าตา ถึงแม้ว่าหน้าตาเขาจะไม่หล่อเหลาหรือสะสวยก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ดีไม่เก่ง หรือแม้กระทั่งถ้าหน้าตาเขาแลสะสวยหรือหล่อเหลาแลสำอางก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สู้ไม่ทนกับการทำงานหนัก จงอย่าตัดสินเขาทั้งๆที่คุณยังไม่รู้จักเขาดีพอ
เพราะถ้าคุณคิดแค่นั้นผมว่าโลกคุณคงแคบมากๆ!!!
ดั้งนั้นขอให้ไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น และผมกล้าฟันธงได้เลยว่า ทำอาชีพไหนก็รวยได้ทั้งนั้นถ้าทำจริง!! เศรษฐีของไทยและของโลกก็เริ่มมาจากการค้าขายเล็กๆด้วยกันทั้งนั้น ถามจริงๆเถอะว่า ถ้าไม่เริ่มนับ 1 แล้วมันจะมีวันที่นับถึง 100 มั้ย? เสียดายเวลาทำมาหากินแทนจริงๆ สำหรับพวกที่มัวแต่มานั่งดูถูกค่อนแคะคนอื่น!
เราลองมาดูมหาเศรษฐีของไทยกันว่าเขาเริ่มกันยังไง
คุณเฉลียว อยู่วิทยา เศรษฐีอันดับ 260 ของโลก และอันดับ 1 ของไทย เจ้าของบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ก็เริ่มจากเป็นเซลส์แมนขายยา แล้วจากนั้นได้ลาออกมาเป็นตัวแทนนำเข้ายามาจำหน่าย คุณเจริญ สิริวัฒนาภักดี ในสมัยเด็กๆได้รับจ้างเข็นรถส่งสินค้า ย่านสำเพ็ง ทรงวาด จากนั้นก็ขยับเป็นพ่อค้าหาบของขาย คุณวิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าของกิจการเครืออมตะเริ่มขายขายถั่วคั่วตั้งแต่ ประถม 1 คุณตัน ภาสกรนที เริ่มจากเป็นพนักงานแบกของจนหันไปเป็นพ่อค้าแผงหนังสือ บุคคลเหล่านี้เขาเริ่มมาจากกิจการเล็กๆค่อยสะสมทำให้มันใหญ่โตขึ้นด้วยกันทั้งนั้น
การที่เราจะก้าวออกมาทำธุรกิจของตัวเองนั้นต้องยอมรับว่ามันมีความเสี่ยงโอกาสขาดทุนมีมากแถมเราจะไม่มีเงินเดือนเพราะเงินของเราจะได้มาในรูปของรายได้จากการขายของแทน และเป็นที่แน่นอนว่าการเป็นพนักงานบริษัทนั้นย่อมมีความมั่นคงในเรื่องเงินเดือน ทำงานดีไม่ดียังไงก็ได้เงินเดือนมากน้อยว่ากันอีกที ผมขอเปรียบเทียบสักนิด เราทำงานสัก 15 ปี จนได้เป็นผู้บริหารระดับกลางเงินเดือนของผู้บริหารระดับกลางของบริษัทใหญ่ๆ เงินเดือนน่าจะสูสีกับเจ้าของกิจการ SMEs ที่เปิดมาได้มานาน 15 ปี ถ้ามองในแง่นี้มันอาจจะแลดูก็ธรรมดาๆทำงานมา 15 ปี เงินเดือนก็พอๆกัน แต่ที่สำคัญเราต้องอย่าลืมว่า SMEs นั้นเป็นของเจ้าของกิจการ ความเสี่ยงในการขาดทุนเราสามารถจำกัดความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เราขาดทุนได้ด้วยความรู้และหยาดเหงื่อ
ขวดโหลสวยๆ (สินค้าในร้านทอรุ้ง)
ในตอนต่อไปเรามาวิเคราะห์ดูช่วงเวลาการทำเงินของกิจการร้านทอรุ้งกันครับ ติดตามต่อได้ใน
ทอรุ้ง ตอนที่ 6: วัฏจักรยอดขายของกิจการร้านกิ๊ฟช็อปทอรุ้ง
ขอให้บทความชิ้นนี้จงได้สร้างประโยชน์ให้แก่ท่านผู้อ่านทุกท่าน
ขอให้ความร่ำรวยและความสุขสวัสดิ์จงมาสถิตแด่ท่าน
…[^,^]…
Mr.Kh
14/9/54
ปล. โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


Comments