ทอรุ้ง ตอนที่ 5.1: มีคนถามว่าคิดยังไงถึงลาออกจากแบงค์มาเป็นแม่ค้า? ฉบับตอบคำถาม

Be Sociable, Share!

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/baantawa/domains/creativeshooter.com/public_html/wp-content/plugins/wordpress-flickr-manager/FlickrManager.php on line 335

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/baantawa/domains/creativeshooter.com/public_html/wp-content/plugins/wordpress-flickr-manager/FlickrManager.php on line 335

 

จากบทความชิ้นก่อนที่พร่ำพรรณนาไปเรื่อยไม่ได้ตอบคำถามตามชื่อเรื่องแต่อย่างใด ในบทความชิ้นนี้เราลองมาวิเคราะห์กันว่า คิดยังไงถึงลาออกจากงานประจำมาทำกิจการขอตัวเอง

 

ก่อนอื่นเราลองมาฟังคำจากเจ้าตัวกันบ้าง

…… คิดได้ยังไงออกจากงานแบงค์มาเป็นแม่ค้า?

ไม่โกรธหรอกค่ะที่ใครๆถาม เค้าอาจจะเป็นห่วงในเรื่องของการบริหารเงินของเราก็ได้ ก็อยากอธิบายให้ฟังนะว่าทำไม แต่บางทีก็ป่วยการที่จะต้องอธิบายให้คนพวกนี้ฟัง เพราะเจตนาเค้าคงมะได้อยากฟังคำตอบจริงๆหรอก ว่าทำไม คิดยังไง คนที่เราควรที่จะให้เค้าได้รับรู้เหตุผล สาเหตุของการตัดสินใจที่ผลิกชีวิต และจุดเปลี่ยนของชีวิต ในครั้งนี้คือตัวเรา และครอบครัวเรามากกว่าคนอื่นๆที่คอยถามด้วยคำถามที่ถากถางและเสียดสี เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเรากล้าที่จะเปลี่ยน แล้วมั่นใจมากแค่ไหนที่จะทำมันให้ดี

ตำแหน่งมันค้ำคอ Sales ก็มาพร้อมเป้าที่สูงปี๊ดดดดด แต่ก็ท่องในใจตลอด ทำมากได้มาก ทำน้อยก็ไม่พอใช้นะสิ เฮ้อออออ!!!! ก็ทำทำทำทำ ทำไม่ได้ก็โดนบีบ บีบ และก็บีบ ปิดแบงค์ก็เข้าห้องเย็น แล้วก็บีบ แล้วจะมีคำพูดที่คุ้นชินหู

“พี่ไม่ซีเรียสนะ แล้วพี่ก็ไม่ได้บีบเรา แต่พี่แค่อยากเห็นตัวเลข (ตัวเลข = เป้าอ่ะค่ะ)”

ก็เครียดนะ เครียดมาก แต่ก็มีหลายคนพูดว่างานไหนก็มีปัญหาทั้งนั้น และเครียดเหมือนกันแหล่ะขึ้นอยู่ที่ว่ามากน้อยแค่ไหน ผลตอบแทนมากก็เครียดมากไงล่ะ เฮ้อ!!! ทุกวันย้ำกับตัวทุกครั้งก่อนก้าวเข้าที่ทำงานว่ารักที่จะเป็นนักขายและจะกลัวอะไรกับยอด แต่สิ่งที่ทำให้ท้อ แบบท้อสุดสุดนั้นก็คือ คำพูดคน 

การแก่งแย่งชิงดีนั้นแหล่ะที่น่าเบื่อสุด แต่เราจะต้องอยู่ให้ได้ อยากอยู่ได้ ท่องไว้คำเดียว  “ถ้าคิดจะอยู่ห้ามทำให้เค้ารู้ว่าเราอ่อนแอ ถ้ายอมตั้งแต่ครั้งแรก นั้นแหล่ะ เราต้องยอมเค้าไปตลอด” กลับกลายเป็นว่าทุกวันที่เค้ามาทำงานเหมือนเข้ามาฟาดฟันฝ่าดงอะไรต่อมิอะไร นานวันเข้ามันทำให้เราเหนื่อย แบบเหนื่อยมาก จนกลายเป็นความเอือม

จนวันหนึ่งได้ยินเสียงโทรศัพท์จากแฟนหนุ่ม ปลายสายเสียงดูระรื่นผิดปกติ เราก็สงสัย “เค้าถามว่าอยากเปิดร้าน Gift Shop ไหม แล้วเค้าก็หัวเราะ” ฟังแล้วเหมือนพูดเล่น เค้าก็เล่าเรื่องราวความเป็นมาของ “ร้านทอรุ้ง” ให้ฟังคร่าวๆ มั่นอกมั่นใจว่าเราทำได้ ทำไมถึงเป็นเรา ทำไมเชื่อว่าเราจะทำได้ ถ้าเราไม่กล้าที่จะก้าวไปข้างหน้า เราก็จะย่ำอยู่กับที่ จึงทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยาก…..

คำกล่าวจาก สาวปอ สาวเจ้าของกิจการ

 

หลังจากฟังคำของสาวเจ้าของกิจการไปแล้วทีนี้ลองมาวิเคราะห์สไตล์ของผมบ้าง

 

ก่อนที่เราจะเริ่มที่จะลุยกิจการหรือธุรกิจอะไรสักอย่าง เราจะต้องมีการพิจารณาให้รอบด้านเพื่อที่จะลดทอนความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราได้ ยิ่งทำการบ้านมากยิ่งวิเคราะห์มากความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นก็น่าจะลดลง เราลองมาพิจารณาเป็นประเด็นๆดังนี้ครับ

 

เรื่องจิตใจ

งานก็หนักและสุดแสนจะน่าเบื่อ เจ้านายก็แย่ แม่มตั้งเป็นแต่เป้ากดดันอย่างเดียว เพื่อนร่วมงานก็มึนเคยช่วยอะไรกันบ้างมั้ย เครียดก็เครียด ตื่นเช้าตารีตาหลอกไปทำงานทุกวันแถมก็ประชุมยันสองทุ่มเกือบทุกวัน กลับมาก็เหมือนคนง่อยเปลี้ยเสียขา เฮ้อ แย่ไปหมด อะไรประมาณนี้

เป็นที่เข้าใจกันดีว่า ถ้าเราออกมาเปิดกิจการคำบ่นเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น คุณจะกลายเป็น บุคคลไร้นายจะหลุดกรอบเดิมๆ ใช้ชีวิตแบบใหม่ ผมไม่มั่นใจว่าถ้าออกมาทำเองแล้วจะสบายกายกว่าเดิมหรือเปล่า แต่มั่นใจได้ว่าสบายใจกว่าเดิมแน่นอน (ซึ่งในภายหลังอาจจะเกิดคำบ่นในลักษณะอื่นขึ้นมาแทน [^,^] )

 

เรื่องความรักความชอบ

ผมมีความเชื่อว่า ถ้าเราทำอะไรในสิ่งที่ชอบสิ่งที่ถนัดเราจะทำสิ่งนั้นๆได้ดี กิจการทอรุ้งก็เช่นกัน ตัวผู้จัดการสาวปอเองก็มีความรักความชอบในสิ่งสวยๆงามแบบนี้ พร้อมกันกับโดยส่วนตัวเธอชอบงานขายเป็นทุนเดิม เราจึงคาดว่าเราจะทำกิจการนี้ได้ดี

 

เรื่องปากท้อง

ถ้าออกจากงานมาเปิดกิจการแล้วอดตาย เทกันหมดหน้าตักแล้วสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น แบบนี้ก็ไม่ไหว เราคงต้องมีอะไรมาซักอย่างที่จะมาช่วยเราการันตีว่าเราจะมีกินมีใช้ไม่ขัดสนถ้าเราออกมาแล้ว

จากการตรวจสอบบันทึกรายรับรายจ่ายย้อนหลังผลปรากฏว่ากำไรสุทธิที่น้อยที่สุด ที่ร้านทอรุ้งทำได้จะเหลือเงินไว้กินไว้ใช้เพียง หมื่นบาทหน่อยๆต่อเดือน ถ้าเราไม่มีหนี้สินรุงรัง ผ่อนบัตรอยู่หลายใบ เราก็น่าจะพอประทังไปได้

 

เรื่องเงินทุน

เป็นสิ่งสำคัญครับ ถ้าไม่มีทุนจะทำอะไรก็ติดนู่นนั่นนี่ เราจำเป็นต้องเก็บออมให้ได้สักก้อน เพื่อใช้เป็นเงินทุนตั้งต้น ซึ่งเราก็พอจะมีทุนอยู่บ้างจึงได้ตัดสินใจลงทุน

 

เป้าหมายที่ปลายอุโมงค์

เราคงจะไม่ลงไปลุยกิจการนี้ถ้าไม่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่คอยเราอยู่ การมีเป้าหมายทำให้เราเดินไม่สะเปะสปะ เดินแบบมีจุดมุ่งหมาย และที่สำคัญเป้าหมายต้องสอดรับกับความเป็นจริง

การตั้งเป้าหมายนั้นมันจะมาจากการวิเคราะห์สถานการณ์ ณ เวลานั้นของกิจการ ซึ่งเรามองภาพรวมของธุรกิจเช่น

-คู่แข่งขันน้อยรายซึ่งในแต่ละรายความแข็งแกร่งมีไม่มาก

-ยังมีช่องว่างในผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นที่เราสนใจลงทุน

-ตลาดลูกค้าน่าจะโตขึ้นอีก เพราะการจากเพิ่มจำนวนของโรงงานอุตสาหกรรม คนก็จะเข้ามาเยอะขึ้น

 

 

แรงทั้ง 5

 

-ในแง่ที่ก่อให้เกิดผลทางลบก็มีเช่น เรามีเงินทุนจำกัด ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่มี ผู้ที่มีทุนหนากว่า พร้อมกว่าเรามาลง ในทำเลที่ใกล้เคียงแต่มีขนาดที่ใหญ่กว่าครอบคลุมกว่าก็ย่อมส่งผลกระทบถึงเราอย่างนี้เป็นต้น

 

ในท้ายที่สุดเมื่อเราได้ เห็นเป้าหมายที่ชัดเจน มองเห็นว่าเราควรจะไปทางไหน เห็นว่าสิ่งที่เราได้ลงทุนลงแรงไปนั้นมันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง และเรามั่นใจว่าเราสามารถที่จะนำพากิจการให้เจริญรุ่งเรืองได้เราก็พร้อมที่จะทำ!!!

 

สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจออกจากงานประจำมาเป็นเจ้าของกิจการนั้นมีหลายปัจจัยที่นำมาพิจารณาดังที่กล่าวมาในข้างต้นถึงแม้ว่าจะพร่ำพรรณนาเรื่องวิชาการโม้ไปไหนถึงไหน แต่สรุปจริงๆแล้วอาจจะมีเพียงแค่ ออกมาแล้ว สบาย ใจ อยู่ ดี มี กิน ส่วนในอนาคตจะรุ่งเรืองหรือไม่นั้น ผมคิดว่าเราสร้างได้!!!


 

 

สินค้าในร้านทอรุ้ง


ในตอนต่อไปเรามาวิเคราะห์ดูช่วงเวลาการทำเงินของกิจการร้านทอรุ้งกันครับ ติดตามต่อได้ใน

ทอรุ้ง ตอนที่ 6: วัฏจักรยอดขายของกิจการร้านกิ๊ฟช็อปทอรุ้ง

 

ขอให้บทความชิ้นนี้จงได้สร้างประโยชน์ให้แก่ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ขอให้ความร่ำรวยและความสุขสวัสดิ์จงมาสถิตแด่ท่าน

 

…[^,^]…

Mr.Kh

19/9/54

 

ปล.  โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

Be Sociable, Share!

มาม่ากับปลากระป๋อง

ผมนักเดินทาง "ล่าฝัน" บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า "ชีวิต" ระหว่างทางผ่านประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย เลยคว้าคีย์บอร์ดขึ้นมาพิมพ์แทน "ปากกา" ใช้บล็อก Creativeshooter.com แทน "สมุด" เพื่อบันทึกและแบ่งปันการเดินทางในครั้งนี้

More Posts - Website