บันทึกการเดินทางพี่หนวดกับน้องเหงือก | KhonKaen Trip March, 2010 ตอนที่ 2

อึดใจเดียว เราสองคนก็มาถึงบขส.ปรับอากาศที่ว่า เหมือนเดิม พี่หนวดลงจากรถอย่างรวดเร็วและแทบจะไม่สนใจน้องเหงือกแต่อย่างใด น้องเหงือกก็แอบเซ็ง (เหมือนเดิม) พี่หนวดชอบทิ้งน้อง สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิมเวลาลงรถโดยสารก็คือ บรรดาสารถีรถโดยสารขนาดเล็กประเภทต่างๆจะกรูกันเข้ามา ประดุจดังจะลากผู้โดยสารไปขย้ำ เสียงดังเอะอะโวยวายดูโกลาหลมาก และมันเป็นอะไรที่น้องเหงือกเซ็งที่สุด “ตุ๊กๆมั้ยครั้บ” บ้างก็ “มอไซค์มั้ย” บ้างก็ “จะไปไหนครับ” โอยยยยยยยย ทำไมฉันต้องมาคอยตอบคำถามคุณด้วยเนี่ย จะเหวี่ยงแล้วนะ (คิดในใจ) ดีที่พี่หนวดเตือนสติก่อน พอออกจากบขส.เราสองคนเริ่มที่จะหิวแล้ว น้องเหงือกเลยเกิดไอเดียว่าพาพี่หนวดไปกินอาหารเช้าเจ้าประจำสมัยเรียนอยู่ ที่ขอนแก่นดีกว่า ร้านที่ว่านั้นคือ“ร้านเอมโอช”ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบขส.นัก เราสามารถเดินได้สบายมาก พี่หนวดบอกว่าไม่เคยรู้จักร้านนี้มาก่อนเลย น้องเหงือกเลยสนองซะ สั่งอาหารมาพอกินสำหรับสองคน อาหารที่สั่งไปก็ได้แก่ ไข่กระทะ ขนมปังยัดไส้ ต้มเลือดหมู ข้าวเปล่า และน้ำส้มคั้น พี่หนวดดุท่าทางจะเอนจอยอีททิ่งมาก กินไม่พูดไม่จา แต่เราก็ไม่ลืมที่จะถ่ายรูปเก็บไว้ดูต่างหน้า พี่หนวดแนะนำว่าถ้าจะถ่ายรูปที่เน้นtextureมากๆ ให้ปรับโหมดกล้องไปที่ macro หรือว่า supermacro เพราะมันแสดงรายละเอียดได้ดีกว่าออโต้ทั่วไปจ๊ะ กิน อาหารเช้าเรียบร้อย สนนราคาทั้งหมดทั้งสิ้นก็สมเหตุสมผล 102 บาท ถ้าเป็นที่กทม.หรือว่าพัทยา คงโดนหนักกว่านี้แน่นอน

เอมโอช อาหารเช้า จ.ขอนก่น

ร้านเอมโอช รูป

ร้านเอมโอช ปรับอากาศขอนแก่น

เรามุ่งหน้าเดินทางไปยังห้องพักที่จองไว้ “โรงแรมสวัสดี” เป็นโรงแรมขนาดเล็กที่แอบน่ากลัว เพราะว่ามันดูเก่าและได้บรรยากาศหนังผีมากๆ แล้วพี่หนวด ก็ยังแซวก่อน จะเดินเข้าโรงแรมว่า “อ้าว ที่นี่เอง หนูคงไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อนล่ะสิ ถึงเลือกที่นี่” อ้าวเราก็งงสิ ก็ที่อื่นมันเต็ม มีที่นี่แหล่ะว่าง ก็เอาๆไว้ก่อนมันสะดวกดีเพราะว่าอยู่กลางเมืองเลย ตอนแรกก็กล้าๆกลัวๆ ว่าจะไม่เอาแล้ว แต่คิดไปคิดมาก็นะ เดี๋ยวสวดมนต์ก่อนนอนก็ได้วะ ขอบอก ว่าบรรยากาศมันวังเวงดีเหมือนกัน แต่ที่ประทับใจที่สุดก็คือลิฟต์ เหอๆ มันเล็กมากๆ ขนาดประมาณ1คูณ1เมตร ยืนได้ไม่เกินสี่คน แล้วมันก็นะ เหมือนลิฟต์ส่งอาหารมากกว่าลิฟต์ขนส่งคน จริงๆนะ เสียดายที่ลืมถ่ายรูปมา ทางเดินไปห้องพักก็อับๆหน่อย ประตูห้องเป็นไม้ดูโทรมๆ พอเปิดเข้าไป ค่อยยังชั่ว ดีกว่าข้างนอกเยอะเลย สบายใจไปเปราะหนึ่ง พักผ่อนสักพัก เราก็ออกเดินทางต่อ เพราะพี่หนวดมีนัดกับหมอฟันแถวๆบิ๊กซีขอนแก่น และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น น้องเหงือกได้เจอกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมต้นที่จังหวัดหนองคายด้วยกัน ตอนนี้เธอทำงานเป็นผู้ช่วยหมอฟันในคลินิกชื่อดังที่สุดของเมืองขอนแก่น เธอบอกว่าทำงานที่นี่มาแล้วสี่ปี น้องเหงือกถามว่าชอบรึเปล่า? เธอบอกว่าชอบไม่ชอบก็ต้องทำ ซะงั้น เลยไม่อยากถามต่อกลัวจะเลยเถิด หัวหน้าคลินิกมีการแซวด้วยว่าพี่หนวดด้วยว่าคราวนี้พาใครมาน้อ พี่หนวดคงไม่ได้ตอบตรงๆ แต่ก่อนออกจากร้านมีการโอบไหล่โชว์นิดหน่อย หุหุ จาก นั้นเราทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังห้างเซ็นทรัลที่น้องเหงือกปรารถนาอยากจะไป หนักหนา เดินขึ้นบันไดเลื่อนทีละชั้น ในใจก็แอบคิดว่าไม่เหมือนที่คิดไว้เลย นึกว่าจะใหญ่และสวยกว่านี้ แต่คงเพราะมันยังไม่เสร็จดีกระมัง เดินไปเดินมาก็หิว ต้องหาอะไรใส่ท้องสักหน่อย เราเดินไปเดินมาหลายรอบบนชั้นสี่ซึ่งมีบรรดาร้านอาหารมากมาย และแล้วก็ตัดสินใจเข้าไปทานบะหมี่ราเมงหมายเลขแปดให้เสร็จๆ จากนั้นเราทั้งสองก็ออกลาดตระเวนหาอะไรสนุกๆทำกัน แล้วเราก็ไปชะงักงันอยู่หน้าร้านอะไรสักอย่าง ที่ดูแปลกๆตา อ๋อและแล้วก็รู้ว่ามันคือสนามยิงปืนเลเซอร์ ก็คือมีเลเซอร์ติดอยู่ที่ปืนอัดแก๊ส ที่นี่มีทั้งปืนสั้นและปืนยาวให้เลือก นอกจากนี้ยังมีเป้าบินแบบ simulator ให้ลองเล่นด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น งานนี้ไม่มีคำว่าฟรีค่ะ เสียเงินสิคะ พี่หนวดโดนไปเกือบสองร้อยแลก กับเก้าเกม พี่หนวดแกเคยเป็นนักกีฬายิงปืนมหาลัยมาก่อนนะคะ ก็น่าจะแม่นพอตัว ผลออกมาปรากฏว่าพี่หนวดยิงได้สูงสุดตั้ง 139 คะแนนจาก 150 พี่หนวดแกแอบบ่นนิดนึงว่าปืนมันศูนย์แปลกๆ ยิงออกข้างนั่นโน่นนี่ แต่เราแอบเห็นพนักงานที่ร้านทำไมมันยิงได้ 9 กับ 10 ตลอดเลยฟะ สรุปว่าพี่หนวดนี่ยังไงนะ เราก็ลองยิงบ้าง โห เป้าเกือบสะอาดแน่ะ แรกๆก็เล็งไม่ถูกเหมือนกัน พอดีพี่หนวดช่วยแนะเลยยิงดีขึ้น จะว่าไปก็เหมือนย้อนความหลังสมัยที่เข้าชมรมยิงปืนแล้วพี่หนวดมาแนะนำการยิง การซ้อม (สมัยแอบชอบพี่หนวดนั่นล่ะ คิดแล้วก็กระชุ่มกระชวย) พนักงานบอกว่าถ้ายิงได้เกิน 135 จะได้ถ่ายรูปติดไว้ที่ทำเนียบ เราเลยสวมรอยเลย ขอยืมเป้าอีกอันของพี่หนวดมาถ่ายรูปคู่ซะงั้น พนักงานก็แอบเซ็งนิดนึงหาว่าเราโกงบ้างแอบอ้างบ้าง แต่ก็ยอมถ่ายรูปให้นะ เค้าบอกว่าจะติดไว้ที่หน้าร้านนั้นล่ะ คริคริ เสร็จจากการเสียเงิน ให้กับความมันส์ละ เราก็ไปมันส์กันต่อกับการดูหนังเรื่อง “นาคปรก”หนังที่เค้าบอกว่าโดนเซ็นเซอร์ตั้งสามปีกว่าจะได้ออกมาฉายจริง เราก็ว่าน่าโดนแบนอยู่นะ เพราะว่าบางอย่างมันแอบแรงไปนิด แต่ว่าก็ให้อภัยได้ เนื้อหาของหนักมุ่งประเด็นไปที่ศาสนาและความเลวของคน เลวได้ใจจริงๆไม่ว่าจะเป็น เรย์ แมคโดนัล เต๋า สมชาย หรือว่า ทราย เจริญปุระ หนังเรื่องนี้ใช้ได้ แต่ว่าอ่านออกง่ายเกินไป อาจจะเป็นเพราะว่ามันหลอกเราได้ไม่เนียน เราเลยคิดว่ามันยังไม่ได้ดีมาก อะไรประมาณนั้น จะว่าไปก็คือ มันไม่ค่อยสับขาหลอกเท่าไหร่

 

นาคปรก

ภาพยนตร์ นาคปรก

สถานีต่อ ไปหลังจากชื่นชมกับเซ็นทรัลก็คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อันเป็นที่รักของเราทั้งสองคน แม้ว่าเราสองคนจะเรียนกันคนละปี แต่เราก็ยังคิดถึงมหาวิทยาลัยของเราเหมือนๆกัน พี่หนวดนั้นเป็นรุ่นพี่สาขาของน้องเหงือกแค่ปีเดียว แม้ว่าหน้าตาของพี่หนวดจะดูแบบว่าเกินไปหลายปีแล้วก็ตาม ฮ่าๆ เรานั่งสองแถวสายแปดสีฟ้าจากบขส.มุ่งหน้าไปยังประตูมอที่อยู่ติดถนนมะลิ วัลย์ จุดหมายของเราคือหอศิลป์และอาคารกาญจนาภิเษกหรือที่รู้จักกันดีในนาม “หลังเต่า” ด้วยรูปทรงที่เหมือนหลังของเต่าผสมผสานกับโอปร่าเฮาส์ที่ซิดนีย์แล้ว ดูสวยงามแปลกตาดีทีเดียว ไม่ว่าจะทริปไหน พี่หนวดจะต้องเป็นช่างภาพ ส่วนน้องเหงือกนั้นก็เป็นนางแบบเจ้าเก่า มีกันอยู่สองคนจึงไม่สามารถเบื่อกันและกันได้ เราเดินถ่ายรูปกันจนหนำใจ

ภาพอาคาร หลังเต่า มข.

อาคารกาญจนาภิเษก หลังเต่า มข.

จากนั้นเพื่อนสาวของน้องเหงือกก็มารับ เพื่อนั่งรถกินลมชมวิว ดูความเปลี่ยนแปลงของสิ่งๆต่างๆในมหาวิทยาลัย เราเริ่มจากแปลงเกษตรที่ยังดูเหมือนเดิม มีน้องกวาง น้องแพะ น้องแกะ น้องวัว เยอะแยะเต็มไปหมด จากนั้นเราก็ไปดูบริเวณหอพักเก้าหลัง แปดหลัง น้องเหงือกพบว่าขณะนี้ในมหาวิทยาลัยมีรถมินิบัสคอยให้บริการด้วย มีหลายคันเชียวแหล่ะ ทำไมหนา สมัยที่เรายังเรียนอยู่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นนี้ นอกจากนั้นบริเวณหลังมอ หรือแถวๆยูเซ็นเตอร์ก็เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ตึกอาคารใหม่ๆผุดขึ้นยังกับดอกเห็ด มองไปทางไหนก็เจอแต่หอพักหลังมหึมาราคาหลายสิบล้าน แทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้ปลูกสร้างอะไรได้อีก เพื่อนสาวบอกว่าหอพัก ใหม่ๆค่าเช่าเกือบหมื่นบาทต่อเดือนก็มีนะ โห ถ้างั้นเราเช่าบ้านหรือว่าผ่อนบ้านเลยไม่ดีกว่าหรอ? กว่าจะเรียนจบ จะผลาญเงินไปเท่าไหร่กันนะนั่น ก่อนออกจากมหาวิทยาลัย น้องเหงือกเว้าวอนให้เพื่อนสาวพาไปไหว้สักการะศาลเจ้าพ่อมอดินแดง หรือที่เราเรียกกันว่า “เจ้าพ่อมอ” น้องเหงือกมาไหว้เจ้าพ่อมอครั้งล่าสุดก็เมื่อหนึ่งปีกับอีกสามเดือนที่แล้ว ตอนที่มารับปริญญา กลับมาครั้งนี้หลายๆอย่างก็เปลี่ยนไปพร้อมๆกับวันเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

เจ้าพ่อมอดินแดง

เจ้าพ่อมอดินแดง มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เราเดินทางออกจากมหาลัยเข้าไปในเมืองในช่วงเวลาหัวค่ำแล้ว เป้าหมายของเราคือร้านบาร์บีคิว ฮัท ซึ่งเป็นร้านหมูกระทะสไตล์ทันสมัย เตาที่ใช้เป็นเตาแก๊สและกระทะทองเหลือง ลูกค้ามากมายพากันมาทานหมูกระทะร้านนี้ เพราะความหลากหลายของของสดและรสชาติของน้ำจิ้มที่จัดจ้าน แม้ว่าสนนราคาจะไม่ธรรมดา แต่ก็มีลูกค้าไม่ขาดสายเช่นกัน น้องเหงือกนัดเพื่อนสาวอีกสามสี่คนเพื่อทานอาหารเย็นร่วมกัน บรรยากาศแม้ว่าจะไม่เหมือนสมัยเรียนมากนะ แต่น้องเหงือกก็พยายามขุดคุ้ยเรื่องราวเก่าๆมาคุย เพื่อนๆดูไม่เปลี่ยนไปเลยในสายตาของเรา ยังคงเหมือนเดิมโดยเฉพาะทางกายภาพ เหมือนมีแค่เราที่ปล่อยให้สังขารร่วงโรยไปตามวัย อาหารมื้อนี้ค่อนข้างอร่อยเพราะบรรยากาศดีดีท่ามกลางมิตรภาพเก่าๆที่หวนมา อีกครั้ง รู้สึกมีความสุขจัง สี่ทุ่มแล้วหลังจากทานอาหารเสร็จ น้องเหงือกว้อนท์มาก รบเร้าให้เพื่อนๆพาไป drink drank drunk หลังมออีกสักรอบ อยากระลึกความหลังครั้งเก่าสมัยเป็นอีลำยองซะหน่อย ร้านที่เราไปประจำสมัยเรียนนั้น ยังคงมีลูกค้าหนาแน่น แต่ไม่เท่าสมัยก่อน ร้านเหล้าผุดขึ้นยังกับดอกเห็ดเหมือนๆกับอพาร์ทเม้นต์ที่ผุดขึ้นมา เราเกือบหาที่นั่งไม่ได้ แต่สุดท้ายเราก็ได้ที่นั่งของมุมร้าน Be-to-Sit ร้านนี้คนเยอะมาก มีทั้งเด็กนักเรียนที่แอบมาเกรียนแถวนี้ เด็กมหาลัยเจ้าถิ่น และแม้แต่ศิษย์เก่าที่ยังไม่ยอมไปไหน วนเวียนอยู่แถวร้านสุราหลังมอมาหลายปีดีดัก และเราก็เป็นหนึ่งในกลุ่มหลังนี้แหล่ะ น้องเหงือกรู้สึกดีมากที่ได้ กลับมานั่งในที่อโคจรที่คุ้นเคยนี้อีกครั้ง บรรยากาศเก่าๆก็กลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า จำได้ว่าซัดเบียร์ไปหลายแก้วอยู่ ทำเอามึนเลย มารู้ตัวอีกทีก็เช้าละ ต้องพร้อมต้องเตรียมตัวออกเดินทางกลับแล้ว หมดเวลาสนุกแล้วสิ น่าเสียดายแต่ไม่เสียใจเลยที่กลับมาเยือนบ้านเก่า เราสองคนออกเดินทางออกจากขอนแก่นด้วยรถโดยสารปรับอากาศของบริษัทนครชัยแอร์ แล้วต้องไปต่อรถเพื่อไปพัทยาอีกทีนึงที่หมอชิต เพราะว่ารถโดยสารที่จะไปพัทยาในเที่ยวกลับนั้นเต็มแล้ว เราเลยต้องลำบากนิดหน่อยในตอนกลับ แค่นั้นยังไม่พอ กลับมาถึงพัทยาในช่วงดึกแล้ว เรายังออกไปตระเวนราตรี กินข้าวกินปลาแล้วเดินเที่ยวงานและดูคอนเสิร์ตที่งาน Pattaya Music Festival 2010 กันอีก ก็อย่างนี้ละนะ คนเหล็กสองคนไปด้วยกัน ความมันส์จึงเกิดขึ้น

pattaya music festival

pattaya music festical

 

 

 

Peter

ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา และเชื่อว่า "เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะทำดีได้" ปัจจุบันทำงานสาย Digital Marketing และ E-commerce ชอบท่องเที่ยวเพื่อหาประสบการณ์และอยากแบ่งปันความรู้ในกะลาของตนเองแก่ชาวโลก ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม Blog เล็ก ๆ แห่งนี้

More Posts - Website