มอดินแดงแห่งความหลัง

Be Sociable, Share!

มอดินแดงแห่งความหลัง

.

บทนำ

งานเขียนชุดนี้เป็นงานเขียนที่ผมเล่าถึงสมัยที่ผมเรียนปริญญาตรี ช่วง ปี 2546 – 2551 ซึ่งเขียนแบ่งปันเรื่องราวความทรงจำนี้ ลงในกลุ่ม Facebook ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ชื่อว่า “มอดินแดงแห่งความหลัง”

.

ในเนื้อหาผมแทนตัวเองว่า ม่อน KKU#40

ม่อน คือ ชื่อเล่นที่เพื่อนสมัยนั้นเรียก

KKU คือ Khon Kaen University

#40 คือ ลำดับรุ่นที่ 40 ของ มหาวิทยาลัย ซึ่งเข้าเรียนในปี 2546

.

เนื้อหาในภาคหลักนี้มีทั้งสิ้น 12 บทดังนี้

บทที่ 1 … กระจกกินน้ำ

บทที่ 2 … เรื่องเล่าจากหอพักชายหมายเลข 11

บทที่ 3 … เทพตู่ จบ ป.ตรี สามปีครึ่ง เกียรตินิยม

บทที่ 4 … ความรักของสาว MS กับหนุ่ม EN

บทที่ 5 … เส้นขนาน

บทที่ 6 … โดน รปภ. กระโดดถีบ

บทที่ 7 … แอร์ Peter ว๊ากเกอร์ HUSO รหัส 46

บทที่ 8 … แนะนำตัว

บทที่ 9 … โรงอาหารกลาง(Complex)

บทที่ 10 … อาจารย์ท่านนี้คือที่ 1 ในดวงใจ

บทที่ 11 … อาจารย์ที่ผม “เกรงกลัว” ที่สุดในมอดินแดง

บทที่ 12 … ผมทำเงินแสนแรกของชีวิตได้ในรั้ว “มอดินแดง” แห่งนี้

.

ใน 12 เรื่องนี้ มีทั้ง มิตรภาพของผองเพื่อน เรื่องตลกขำขัน ความรักที่สวยงาม ความหม่นในชีวิต เอ่ยถึงครูบาอาจารย์ที่เคารพรัก รวมถึง จุดเริ่มต้นก่อนที่ผมจะมาเป็นนักลงทุน และนักเขียน “มาม่ากับปลากระป๋อง” ในปัจจุบัน … ชีวิต 5 ปีในรั้วแห่งนี้นั้นเรียกว่า “ได้ใช้ชีวิตพอสมควร” เชิญอ่านได้เลยครับ …

.

(ปล. ภาษาที่ใช้จะปน “ภาษาอิสาน” เข้าไปบ้างตามสมควรเพื่อเพิ่มอรรถรสในการเขียน การอ่านไม่ต้องอ่านเรียงจาก 1 ไป 12 ครับ แต่ถ้าอ่านไล่เรียงกันไปจะได้เต็มบริบทมาขึ้นเพราะเขียนแบบปูเรื่องและแนะนำตัวละครไปเรื่อยๆ)

บทที่ 1 … กระจกกินน้ำ

.

ผมเป็นคนชลบุรีโดนกำเนิด เอ็นทรานซ์ติดได้มาเรียน วิศวฯ ที่ มข. ในปี 2546 … ปัญหาแรกสุดเลยที่ผมเจอคือเรื่องของภาษาครับ … 80% ที่คนอื่นเขาพูดกัน จั๊กอีหยัง ฟัง บ่ ออก (อ่ออ ขอโทดทีครับ ไปเรียนอยู่หลายปีเริ่มติด)
.
ผมพักอยู่หอชายหมายเลข 11 รูมเมทผมเรียนอยู่คณะเดียวกันกับผม ชื่อ เปี๊ยก แรกๆเปี๊ยกไม่พูดภาษากลางกับผมเลย …. พูดมาทีไรผมทำหน้างงแล้วงงอีก จนเขายอมว่าถ้าไม่พูดกลางกับผม คงสื่สารกันไม่รู้เรื่องแน่ๆ เขาถึงยอมพูดกลางกับผม
.
เปี๊ยกเป็นคนขยันมาก อ่านหนังสือจนดึกจนดื่นทุกวัน ผมไปไถลไถเถือกข้างนอกกลับมาดึกดื่น ภาพที่เห็นประจำคือเจอเปี๊ยกนั่งอ่านหนังสือ … คืนหนึ่ง ผมกลับห้องมาก็เห็นเปี๊ยกนั่งอ่านหนังสือเช่นเคย ผมก็ทักทายและก็ล้มตัวลงนอนที่เตียงเช่นเคยเช่นกัน
.
ไม่แน่ใจว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เปี๊ยกเขย่าตัวผมอย่างแรง “ม่อนๆ ตื่นๆ” ผมก็งัวเงียๆตื่นขึ้นมา “มึงเห็นกระจกกูมั้ย?” ร้อยวันพันปีมันไม่เคยปลุกผมกระจกอะไรวะรู้แต่ว่ามันต้องสำคัญผมคิด ในใจก็คิดไปว่าคงเป็นกระจกเงาหรือไม่ก็กระจกใสอะไรสักอย่าง หาอยู่นานมาก แล้วมันก็ตะโกนขึ้น กูเจอแล้ว!!!
.
มันก็ยื่นกระจกของมันให้ผมดู …”นี่ไง กระจกกินน้ำ” … ไอ้สสสส ถ้ามึงบอกว่าหา “แก้ว” นะกูเจอนานแล้ว!!!!
.
แบ่งปันเรื่องราวๆความทรงจำในรั้วมอดินแดงครับ
.
ม่อน & เปี๊ยก KKU # 40 ครับ

บทที่ 2 … เรื่องเล่าจากหอพักชายหมายเลข 11

.

ผมเป็นคนชลบุรีโดยกำเนิด เอ็นทรานซ์ติดได้มาเรียน วิศวฯ ที่ มข. ในปี 2546 … ผมได้เข้าพักในหอพักชายหมายเลข 11 … ผมจำภาพที่ผมเข้าหอครั้งแรกได้แม่น ป้ายผ้าพื้นขาวที่กำลังโบกสะบัดตามแรงลม บนป้ายเขียนด้วยตัวหนังสือสีนำเงิน “มาอยู่นำกันเด้อ” … ผมไม่รู้ว่าคำว่า “นำ” นั้นจริงๆแล้วมันแปลว่าอะไร แต่พอจะเดาได้ .. ครับ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย!!

.

เรื่องที่ผมกำลังจะเล่านี้ ผมจำมันได้ดีเหมือนมันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน วันนั้นผมมีกิจกรรมเชียร์ในช่วงค่ำที่คณะ จบกิจกรรมเวลาก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่ม จบกิจกรรมเสร็จก็ต้องเดินจากคณะกลับหอพัก ผมเดาว่าคงด้วยความที่กลัวนักศึกษาเด็กน้อยปีหนึ่งเป็นอันตรายและอยากให้เกิดความปรองดองจึงมีกิจกรรมรุ่นพี่เดินนำรุ่นน้องกลับหอ แต่วันนั้นเหมือนฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ มีเสียงคำรามฟ้าแลบแปรบปราบเป็นระยะๆ แต่ฝนยังไม่ตกลงมาแต่ก็ดูท่าจะไม่นาน ตลอดทางขบวนของเราผมรีบจ้ำ

.

ถึงแม้ขบวนนักเดินของเราจะรีบจ้ำเพียงไรก็ไม่ทันฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ขบวนของเราหลบฝนอยู่แถวโรงอาหารชาย เพื่อรอให้ฝนซาก่อน ถึงแม้จากจุดนี้ไปถึงหอผมจะเพียงแค่ไม่กี่ร้อยเมตรแต่ถ้าฝนเทลงมาขนาดนี้ หนังสือตำราเรียนที่อยู่ในเป้สะพายหลังคงเปียกยุ่ยแน่ๆ ผ่านไปนานกว่าฝนจะซาเม็ดลง

.

ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นธรรมเนียมมาแต่ก่อนหรืออย่างไร ที่รุ่นพี่ต้องเล่าเรื่องผีเพื่อเขย่าขวัญรุ่นน้อง … ไอ้เรื่องเล่าเกี่ยวกับวิญญาณต่างๆนาๆที่หาข้อสรุปไม่ได้ก็ไม่เท่าไหร่ แต่ในปีนั้นมีข่าวเรื่องนักศึกษากระโดดตึกตายดังมากในปีนั้นออกข่าวมากมาย นี่สิที่น่าเป็นกังวล เพราะเผอิญว่าหอดังกล่าวนั้นก็อยู่ติดกันกับหอที่ผมอยู่ และ ก็มีคนเล่ากันว่ามีคนเห็นแกวนเวียนอยู่ในหออีกหลายครั้ง …จากที่หลบฝนอยู่นานจนฝนซาเม็ด ผมต้องเดินตัดผ่านหอพักไปอีก ตรงหอแปดนั้นมีไม้ใหญ่หลายต้นที่ผูกผ้า 3 สีไว้มีศาลเพียงตาเล็กๆ จริงๆแล้วผมไม่ใช่คนกลัวผี แต่บรรยากาศฝนตกฟ้าร้องแบบนี้ก็อดคิดไม่ได้

.

หอพักชายหมายเลข 11 นั้นผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่ามันสร้างมานานขนาดไหน แต่ก็น่าจะเก่าพอควร เพราะ ปี 2546 ที่ผมเข้าอยู่นั้นมันก็เก่าแล้ว หอนี้เป็นหอพัก 4 ชั้น พื้นเป็นหินอ่อนขัดมันดั้งเดิมเหมือนที่เราเห็นกันตามสถานที่ราชการปัจจุบัน … ห้องผมอยู่ชั้นสี่ ต้องเดินอีกหลายชั้น … พอถึงห้อง ในห้องไม่มีใครอยู่รูมเมทร่วมคณะชื่อเปี๊ยกก็ยังไม่กลับ เหลือบดูนาฬิกาก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่าแล้ว ผมเริ่มสงสัยปกติเมทผมเป็นเด็กเรียนขยันขันแข็งไม่ค่อยเที่ยวเตร่ แต่วันนี้กลับผิดวิสัย สงสัยติดกิจกรรมเหมือนกัน ผมได้แต่คิดในใจ

.
หอผมเป็นแบบห้องน้ำรวมอยู่ตรงกลางของชั้นนั้นๆ เป็นห้องน้ำขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็นส่วนๆ ซ้ายขวาเป็นห้องอาบน้ำ ตรงกลางเป็นลานโล่ง ที่มีห้องสุขาและส่วนล้างหน้า ซักล้างอยู่ตรงข้ามกัน ส่วนของห้องอาบน้ำและสุขาสูงราวๆสองเมตรกว่าแค่พอกั้น ไม่ได้ก่อจนชนเพดานแต่อย่างใด

.

ผมเปลี่ยนผ้าถืออุปกรณ์อาบน้ำ ตรงดิ่งเดินไปห้องอาบน้ำ ดึกๆแบบนี้ ไฟระเบียงทางเดินถูกปิดเกือบหมด เปิดแค่ไม่กี่ดวง … ผมเดินตรงไปตรงกระจกบานใหญ่ยาวหลายเมตรที่ยืนแปรงฟันได้พร้อมกันห้าหกคน … ระหว่างแปรงฟัน ผมก็เริ่มขนลุกอย่างไม่มีสาเหตุ!!!!

.

เสร็จจากแปรงฝัน ผมก็เดินไปเข้าสุขา … ในขณะที่ผมทำกิจธุระอยู่นั้น ผมได้ยินเสียงคนเปิดน้ำจากก๊อก เอี๊ยดๆ จ็อกๆๆ เสียงน้ำที่ไหล ซึ่งมันทำลายบรรยากาศความเงียบไปทั้งหมด … มีเพื่อนเข้าห้องน้ำแล้ว ผมโล่งอก … ผมเดินออกมาจากห้องสุขา ทุกอย่างเงียบดังเดิม ข้างหน้าไม่มีใคร รอบๆก็ไม่มีใคร … เอาแล้วไงมรึง!!! ขนผมลุกทั้งตัว!!!

.

ผมทำใจดีสู้เสือเดินไปห้องห้องอาบน้ำรีบๆอาบให้มันจบๆไป … ผมเปิดก๊อกน้ำ เริ่มอาบ เมื่อผมเริ่มอาบ ผมมีความรู้สึกว่าเหมือนมีคนจ้องมองเราอยู่ สามบานได้ว่าผมรู้สึกจริงๆ ยิ่งผมอาบความรู้สึกก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆๆ!!!

.

ผมเริ่มได้ยินเสียงครวญเบาๆ ผมหรี่ฝักบัวลง … เสียงครางยังคงอยู่!!!!

.

ผมเริ่มกลัว!!!! ผมมองไปทุกทิศ ผมเงยหน้าขึ้น … ภาพที่ผมเห็นทำผมแทบช็อค ผมยาวสีดำขลับมันห้อยย้อยลงมาจากผนัง!!!

.

ผมตกใจถึงขีดสุด ทรุดตัวลงกับพื้นอย่างเร็วในด้านตรงข้าม ตะกายหนีหนีมันให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

.

“อร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!” ผมร้องสุดเสียง

.

เวลาผ่านไปนานเป็นกัลป์ ผมหายใจหอบถี่ ตั้งสติ มองดู ผมมองเข้าไปในใบหน้านั้น

.

ใบหน้านั้นยิ้มแสยะมองผม กลับมาเช่นกัน

.

ผ่านไปอึดใจ … ใบหน้าหน้านั้นบอกกับผมด้วยเสียงชายที่ดัดเป็นหญิงว่า “ไม่ต้องร้องดังทำเป็นเห็นผีไปได้ แค่แอบดูตัวอาบน้ำนิดเดียว”

.

“ไอ้ สสสสสสสส”

.

แบ่งปันเรื่องราวความทรงจำที่แสนงดงามในรั้วมอดินแดงครับ

.

ม่อน KKU # 40

.

ปล. 0. คนที่ผมเล่าถ้าผ่านมาอ่านเจอไม่ต้องติดต่อหาผมนะครับ ผมอโหสิกรรมให้แล้ว
ปล. 1. ภาพประกอบจากหอจดหมายเหตุ มข. ครับ

.

บทที่ 3 … เทพตู่ จบ ป.ตรี สามปีครึ่ง เกียรตินิยม

.

ใครเคยมีเพื่อนแบบนี้บ้างครับ … เพื่อนที่กินเที่ยวหามรุ่งหามค่ำอยู่ด้วยกันทุกเมื่อเชื่อวัน แต่เกรดออกมัน A เรา D+ !!!!!
.
ผมมีคนนึง … เราเรียนวิศวฯ รหัส 46 ครับ … เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อตู่ … ปีแรกผมกับเขาก็รู้จักกันแล้วเริ่มได้ยินมาบ้างว่าเขาเรียนดีแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมาก แต่เราเริ่มมาสนิทกันจริงจังตอนขึ้นปี 2 … ด้วยนิสัยหลายๆอย่างที่สอดคล้องกัน เราเลยไปเรียนหนังสือ หาแนวกิน ท่องเที่ยว เมาหยำเป ไปด้วนกันเสมอ เมากันหนักมากถึงมากที่สุด
.
ช็อตแรกเลย คือ ราวๆ ปี 2 เทอม 1 ผมไปยืนตรวจดูคะแนนสอบกลางภาคที่ติดไว้ที่กระดานหน้าภาค วิชานี้มีชื่อว่า อุณหพลศาสตร์ 1 (Thermodynamic I)
.
คะแนนเต็มของการสอบครั้งนี้ 50 คะแนน
ค่าเฉลี่ย (Mean) คะแนนของการสอบครั้งนี้เท่ากับ 14 คะแนน ไล่รายชื่อดู หาชื่อตัวเอง … เจอแล้ว … 7 คะแนน!!!! ผมทำคะแนนได้ 7 คะแนน ตกจากค่าเฉลี่ยเยอะมาก ตายแท้กู … ดูคะแนนแล้วก็อ่อออ ไม่พร้อม ไม่อ่านหนังสือก็ต้องทำใจยอมรับสภาพกันไป
.

แล้วไล่ดูคะแนนของเพื่อนคู่หูหน่อย ไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง คะแนนมันจะน้อยตกมีนเหมือนเราหรือเปล่านะ? เพราะ ร่ำเมรัยอยู่ด้วยกันตลอด … อ่ะ 49 คะแนน
.
มันได้ 49 คะแนน … ได้ท็อป … คะแนนสูงสุด … ผิดไปแค่แต้มเดียว … อยากจะหัวเป็นภาษาฮิบรู !! เฮ้ย!!! ว่าแต่ว่า มันไปอ่านหนังสือตอนไหนฟร่ะ!!!!
.
มาได้ความทีหลังว่า ไม่ว่าจะร่ำเมรัยเลิกกี่โมงก็ตามเขาต้องตื่นมาอ่านหนังสือตอนเช้าเสมอครับ ยอมครับ
.
สรุปผมเรียนจบ วิศวฯ ใช้เวลาเรียน 5 ปี แต่เพื่อนตู่ใช้เวลาเรียน 3 ปีครึ่ง พ่วงเกียรตินิยม …. เอ้ออ แต่เรารับปริญญาพร้อมกันนะครับ เพราะ มันได้ทุนเรียนโทต่อ แต่เรียนปีครึ่งจบ เราเลยรับปริญญาพร้อมกันครับ ผมรับ ป.ตรี มันรับ ป.โท 55555+
.
ม่อน ตู่ KKU # 40
.
ปล. รูปนี้ผมน่าจะถ่ายเพื่อนตู่ไว้สมัยปี 48-49 แถวๆหอกาญฯ

20-5-63

.

บทที่ 4 … ความรักของสาว MS กับหนุ่ม EN

.

ถ้าจะให้ผมเล่าเรื่องราวความรักในรั้วมอดินแดงหนึ่งเรื่อง ผมขอเลือกเล่าเรื่องนี้ครับ … MS รหัส 44 กับ EN รหัส 46

.

มันเป็นเรื่องของเพื่อนผมคนหนึ่ง นามว่า ตู่ เป็นหนุ่มนักศึกษาคณะวิศวฯรหัส 46 เขาเป็นหนุ่มน้อยอนาคตไกล เรียนเก่ง และ หน้าตาดี … เดิมทีผมไม่ค่อยจะคุยเรื่องสาวๆกับมันสักเท่าไหร่ก็อย่างที่พอเดาได้ครับ มันหงำกันเกิ๊น … ผมเห็นมันคบคนนั้นคนนี้ไปตามประสาเสือ สาวสวยหมวยเล็กลามไปถึงสาวใหญ่ใจถึง พี่เสือคบได้หมด

.

แต่วันหนึ่ง เป็นอีกครั้งที่ผมจวนเจียนโดนรีไทร์ ผมหอบเอกสารไปให้มันช่วยติวให้ที่ห้องของมัน … ผมพบสาวสวยคนหนึ่งกำลังจัดของอะไรสักอย่างในห้องของมัน … “ม่อน นี่ อร แฟนกู” … “อ่ะ สวัสดีครับ” … นี่คือที่ครั้งที่ผมร็จัก อร ครั้งแรก เรียนตามตรงว่าผมไม่ได้สนใจมาก เพราะ คิดว่าเดี๋ยวก็ผ่านไปเหมือนคนอื่นๆ … แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น ผมเจออร บ่อยขึ้นๆ ได้คุยกันมากขึ้นๆ จนผมได้รู้จักอรมากยิ่งขึ้น

.

ถ้าผมจำไม่ผิด ครั้งแรกที่ผมเจอ ผมน่าจะอยู่ปีไม่น่าเกินปี 2 แต่มันไปจีบสาวรุ่นพี่ต่างคณะ ซึ่ง อร ที่น่าจะอยู่ปี 4 … กูยอมมึงเลย จั๊ก! แม่งไปเจอกันตอนไหนว่ะ ขี้คร้านจะคิด …. อร เป็น สาวคณะวิทยาการจัดการ เอกการเงิน รหัส 44 เป็นสาวสวยหน้าตาดี แต่หน้าตานั้นดูด้อยไปเลยเมื่อเทียบกับนิสัยของเธอ เธอเป็นคนใจ เรียบร้อยและมีความเป็นแม่ศรีเรือนเยอะมาก … มีครั้งหนึ่งเหมือนเดิมผมไปให้มันติวหนังสือที่ห้องมัน อรนั่งปลอกส้มให้มันกิน … ผมถามมันต่อหน้า อร ว่า “นี่มึงเป็นง่อยหรือไงว่ะ ส้มก็ปลอกเองไม่ได้?” … มันหันมองผมแล้วยิ้มมุมปากพร้อมกับยักคิ้วให้ผมทีนึง …. ดู ดูครับ ดูความใจดำอำมหิตของมัน

.

มีช่วงหนึ่งที่ทั้งคู่ห่างกัน อร จบ และไปทำงาน เป็นทำงานเป็น โปรเกอร์ค้าหลักทรัพย์แห่งหนึ่งใน ตัวเมืองขอนแก่น ไอ้เสือก็ออกลาย จนทั้งคู่ห่างกัน … หลายเดือนผ่านไป มันเริ่มรำพึงรำพันถึง อร … ครั้งหนึ่ง ผมจำได้ว่าผมนั่งอยู่ที่คาเฟ่ (โรงอาหารคณะวิศวฯ) มันเจอหน้าผม มันบอกผมว่าเมื่อคืนกูฝันว่ะ ฝันว่ากูชวนมึงไปตี ผู้บ่าวที่กำลังมาจีบ อร!!! … ได้ทีผมเลยทีนี้ “อร เค้าดีกับมึงขนาดนี้ ใจดีขนาดนี้ มึงนี่มัน บลาๆๆๆๆๆๆ” (อร จ๋า ถ้าผ่านมาเห็นโพสนี้ ม่อนด่ามันให้จริงๆนะ) … “เอ่อ กูตัดสินใจแล้ว ว่ากูจะไปง้อ อร … พรุ่งนี้มึงเข้าเมืองไปเป็นเพื่อนกูหน่อย”

.

วันถัดมา ผมจำได้ว่ามันใส่ชุดขาวมีลายทางๆเล็กๆ แต่งเต็มยศมาก มือถือช่อดอกไม้มาด้วย … แต่งตัวอย่างอย่างหล่อแต่ บิดฮอนด้าเวฟกันไป … มันเทียวไล้เทียวขื่ออรอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดอร ก็ใจอ่อนกลับมาคบกับมันอีกครั้ง

.

จนในท้ายที่สุดคู่นี้ก็ได้แต่งงานกันที่เมืองเลย ซึ่งมีผมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวในงานนี้ด้วย จำได้ว่ากลับมาถึงบ้างแม่งงเลย ไหนว่าไปงานแต่งแต่ได้สายสิญจน์มาเต็มแขน บ้านผมอยู่ชลบุรี

.

ตู่ สมัครใจลาออกจากการเป็นวิศวกรในโรงงานช่วงวิกฤตซัพไพรม์ ได้เงินมาก้อนหนึ่งก็มาเปิดร้านค้าเล็กๆ กิจการก้าวหน้าตามลำดับ จน อร ลาออก มาช่วยกันสร้างรากฐานกิจการให้เจริญเติบโต ยอดขายจากพันเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน เป็นสิบล้าน … ปัจจุบันคู่นี้ มีลูก 3 คน กิจการงานมั่นคง อยู่ในบ้านหลังใหญ่กับครอบครัวมีรถเบนซ์จอดเต็มบ้าน

.

เขามาเจอกันด้วยอะไร พรมลิขิต? โชคชะตา? ความบังเอิญ? เขาอยู่ด้วยกันมานานด้วยอะไร ความรัก? ความเข้าใจ? ความเอื้ออาธร? … คำถามเหล่านี้ผมเองก็ตอบไม่ได้ แต่คนที่จะตอบได้ไม่ใช่ผมแต่เป็นพวกเขาทั้งคู่ … เกรียงศักดิ์ แสนสำโรง และ พรพิมล แสนสำโรง(พิลาคุณ)

.

ผมแสดงยินดีกับความสำเร็จในทุกเรื่องของเพื่อนทั้งสองอีกครั้งครับ

.

แบ่งปันเรื่องราวความทรงจำที่แสนงดงามในรั้วมอดินแดงครับ

.

ม่อน KKU#40

.

บทที่ 5 … เส้นขนาน

.

เมื่อผมเริ่มเข้ามาในกลุ่มมอดินแดงแห่งความหลังนี้ เริ่มอ่านเรื่องราวเหล่าเราชาวเลือดสีอิฐ ใช้เวลาไม่นานภาพเก่าในความทรงจำเก่าๆของผมก็ผุดทะลักปานเขื่อนแตก ภาพความทรงจำเก่าๆที่ลืมเลือนตามกาลเวลาไปได้หวนกลับมาไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่คุ้นเคย ครูบาอาจารย์ที่นับถือ มิตรภาพระหว่างผองเพื่อน การศึกษาเล่าเรียนที่ครื้นเครง และในภาพจำเก่าๆที่เอ่อล้นขึ้นมาเหล่านั้น มันก็มีเรื่องราว “ความรัก” ในอดีตของผมออกมาด้วย

.

ท่านเจ้าพ่อมอดินแดงดลบันดาลให้ผมประสบพบเจอสิ่งที่งดงามมากมายหลายอย่างตลอดระยะเวลาหลายปีภายใต้รั้วของท่านแห่งนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านเจ้าพ่อไม่ได้มอบให้ผมขณะที่ผมอยู่ที่นี่ คือ การสมหวังในความรัก ซึ่งสิ่งนี้เองน่าจะเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในความทรงจำของผมในสถานที่แห่งนี้

.

ผมเชื่อว่าคนที่เคยเป็น “คนพิเศษ” ของผมน่าจะอยู่ในกลุ่ม “มอดินแดงแห่งความหลัง” แห่งนี้ด้วย … บางคนผมกระทำผิดต่อเขามากมายถึงขอโทษเท่าไรก็คงไม่มากเพียงพอที่จะลบล้างความผิดได้ บางคนหักอกผมอย่างไม่ใยดี รวมถึงบางคนจากไปไม่มีแม้กระทั่งคำบอกลา

.

ถึงกระนั้นก็ตาม ถึงภาพเก่าจะหวนคืนมา ถึงจะคิดถึงมันมากเพียงใด แต่ ณ ตอนนี้มันคงเป็นเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางบรรจบกันได้อีกแล้ว เรื่องราวนั้นผ่านพ้นไปนานตามกาลเวลา ต่างคนต่างมีเส้นทางของตัวเอง ผมมีครอบครัวที่สมบูรณ์ มีภรรยาแล้วมีลูกน้อยๆวัยซนซึ่งผมรักพวกเขามาก นี่คือปัจจุบันที่ผมเป็นและต้องเป็นต่อไป

.

แบ่งปันเรื่องราวความทรงจำที่ในรั้วมอดินแดงครับ

.

ม่อน KKU # 40

.

ปล . ภาพ ผม ภรรยา และลูกสาวสองคน

.

บทที่ 6 … โดน รปภ. กระโดดถีบ

.

ต้องเป็นคนพิเศษเบอร์ไหนถึงโดน พี่ๆ รปภ. มข. กระโดดถีบได้ มาครับ ผมม่อน KKU # 40 ผู้ซึ่งเคยทำสำเร็จมาแล้วจะเล่าให้ฟัง!!!

.

ผมเป็นคนชลบุรี เอ็นฯติด มาเรียน วิศวฯ มข. ในปี 46 … ปัญหาแรกคือเรื่องของภาษาที่ฟังไม่ออกและพูดไม่ได้เลย ยังดีที่มีเพื่อนเปี๊ยก รูมเมทหนุ่มเมืองยโสฯเทรนให้อย่างหนัก ดังเช่นเรื่อง “กระจกกินน้ำ” ที่เคยเล่าไว้แล้วในโพสก่อน … ปัญหาต่อมาของผมคือเรื่องการเดินทาง ณ ตอนนั้นผมไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ ไม่มีจักรยานใช้การเดินท้าว ใช้สาย 8 สาย 16 และสายโบก ผมโบกทุกคนที่เหลือบมองผมในขณะที่ผมเดินอยู่ข้างทาง ผมทำแบบนี้ตลอด 1 ภาคการศึกษา .. ปีหนึ่งเทอมสองท้ายๆเทอม ที่บ้านเอารถมอเตอร์ไซค์มาให้ใช้ … เหมือนชีวิตเปลี่ยน ร่อนไป ร่อนมา ไปทั่วมอให้สมใจ

.

เรื่องมันก็เริ่มจากตรงนี้ เพื่อนผมชื่อไอ้อาร์ท มันยืมเตาแก๊สต้มมาม่าผมไปและนอกจากนั้นมันยังยืมการ์ตูนที่ผมไปยืมมาจากตลาดเจอพรไปดองด้วย โดนค่าปรับบาน … วันนั้น ราวสามสี่ทุ่ม ผมโทรไปหามันเพื่อขอของคืน … มันบอกได้ เดี๋ยวจะใส่ถุงวางไว้ใต้หอ (มันอยู่หออะไรผมจำไม่ได้)

.

ผมไปถึงใต้หอมองไปมองมาเห็นถุงดำวางอยู่ถุงเดียว (ถุงดำที่ใช้ใส่ขยะ) ผมเปิดดูมีเตาแก๊สของผมและหนังสือการ์ตูนสามเล่ม ผมถือถุงดำ ขี่รถวนไปมาและกลับหอ 11 …  ขณะที่ ผมกำลังจะจอดรถที่ใต้หอ “หยุดนะ อย่าขยับ เดี๋ยวกูยิงใส้แตก” ใส่หนึ่งตะโกนก้องใส่ผม (เพื่อนผมมันนั่งอยู่ที่ระเบียงหอ 12 เขาบอกผมมาว่า รปภ. ตะโกนมาแบบนี้) … อารามตกใจ สันดานเก่าก็กำเริบแต่ก่อนผมเคยเป็นเด็กแว๊นซ์สายซิ่งมาก่อน เจออะไรที่คล้ายๆตำรวจไม่ได้จะหนีท่าเดียว … ผมเริ่มออกวิ่ง (จะวิ่งทำไมวะ สงสัยตัวเองอยู่เหมือนกัน) วิ่งไปได้สิบสองก้าวท้วน รปภ. อีกคนกระโดดถีบผมจากทางด้านข้าง อักกกก!!! ผมกลิ้งเป็นลูกขนุนหมุนไปตามพงหญ้า!!

.

ภาพมันเหมือนฮอลลีวูดฉากที่ CIA กำลังจับอาชญากรคนสำคัญ … รปภ. ใช้เข่ากดหลังผมไว้ กดตัวผมแนบกับพื้น เอามือผมมาไพ่หลังและกดไว้และวอเรียกกำลังเสริม … กำลังเสริมมาถึงใส่กุญแจมือหิ้วปีกผมขึ้นมาจากพื้น …. โอ้โห คนมุงเพียบเลย ในขณะที่ไฟรถเจ้าหน้าที่สว่างวาบๆๆๆ เพื่อรอส่งตัวผม … “อะไรกันวะ?” … “โจรว่ะ” … “เขาจับโจรได้” … เสียงคนคุยกันอื้ออึงไปหมด ขณะที่ผมโดนหิ้วปีกไปขึ้นกระบะรถ

.

พี่ๆ รปภ. พาผมไปศูนย์บัญชาการใหญ่ข้างๆโรงชาย … หน่วยลับบอกว่าได้ติดตามเห็นผมไปหยิบถุงดำ และทำตัวลับๆล่ออยู่ใต้หอ …. ง้อออออ ….. เขาสอบเครียดผมอย่างหนักว่าผมเป็นนักศึกษาหรือไม่ ไปขโมยมาจากไหน ฯลฯ ผมก็เล่าไปตามความจริงว่าผมไม่ได้ขโมย เพื่อนผมมันเอามาวางไว้ให้ได้หอ … หลังจากโดนเค้นอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ก็เหมือนจะเชื่อผม ผมแสดงเอกสารได้หมดรถที่ผมขับก็ชื่อถูกต้อง มีบัตรนักศึกษา แต่พี่ รปภ. ให้โทรเรียกเพื่อนมายืนยันเรื่องของในถุงดำ เจ้าหน้าที่คงคิดถ้ามันเป็นขโมยจริง มันคงเป็นขโมยกิ๊กก๊อกมาก จะลักทั้งที่เอาเฮ๊ดหยัง เตาแก๊สห้างๆกับการ์ตูน 3 เล่มถ้วน

.

ขณะนั้น ราวๆเที่ยงคืน ผมโทรไปหาไอ้อาร์ท มันรับสาย ผมบอกว่าผมโดนจับให้มาหาผมที่ป้อมใหญ่ รปภ. … ระหว่างนั้นก็มีคนมาชี้ตัวผมมากมาย ว่าของเพิ่ลหาย นู่นนี่นั่น บางคน “ก็บักนี้ล่ะ” … จั๊กกกก!!! กูไปขโมยอะไรมรึงตอนไหนวะ 5555+ … ตีหนึ่งผ่านไป ตีสองผ่านไป ตีสามผ่านไป ผมโทรหาไอ้อาร์ทอีกสิบกว่าสายมันไม่รับโทรศัพท์ผมอีกเลย … ผมนั่งอยู่ที่ศูนย์บัญชาการ จนเช้า พี่เดินเข้ามาหาผมบอกว่า เพื่อนมึงไม่มาแล้วล่ะ เดี๋ยวยึดบัตรไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยมาแสดงตัวใหม่ ให้ผมกลับได้!!!

.

ผมกลับมานอนตอนเช้า สายๆเสียงโทรศัพท์ดัง ผมรับ ไอ้อาร์ทโทรมา

อาร์ท : “เมื่อคืนกูไปหามึงที่ป้อม กูรอตั้งนาน”

ผม : “มึงไปป้อมไหน?”

อาร์ท : “ป้อมตรงยูเซ็นเตอร์ (ตรงหอ 11)”

ผม : “ ….”

ผม : “แล้วทำไมก็โทรไปอีกหลายรอบมึงไม่รับวะ?”

อาร์ท : “กูหลับ”

ผม : “อืมมม ขอบใจมากเพื่อน”

.

ขอแบ่งปันเรื่องราวความทรงจำที่แสนงดงามในรั้วมอดินแดงครับ

.

ม่อน KKU # 40

.

ปล. 1 อาร์ทเพื่อนรักผมรู้ว่าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ … ถึงแม้ว่าคุณจะเป็น ดร. ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นใหญ่เป็นโต ผมก็จะไม่ลืมความแค้นครั้งนี้ … ผมจะยกโทษให้ก็ได้ แต่คุณต้องมางานเลี้ยงรำลึกกีฬาเราที่ มข. ปีนี้

ปล. 2 สภาพหน้าตาผมในช่วงนั้นก็ประมาณนี้ ดูดีขนาดนี้ พี่ๆเจ้าหน้าที่ไม่น่าเข้าใจผิดกันได้นะ

.

บทที่ 7 … แอร์ Peter ว๊ากเกอร์ HUSO รหัส 46

.

ผมเล่าเรื่องตัวเองและเพื่อนคนอื่นมามากมาย ม่อน เปี๊ยก อาร์ท ตู่ EN และ อร MS … เขาคนนี้คงจะแค้นเคืองผมมาก ถ้าผมไม่เล่าถึงเขาบ้าง … แอร์ Peter ว๊ากเกอร์ HUSO รหัส 46

.

Peter เป็นเพื่อนคนแรกของผมเลยในรั้วมอดินแดง … ในปี 46 ผมเดินทางมาไกลจาก จังหวัดชลบุรีเพื่อมาศึกษาเล่าเรียน วิศวฯ ในประเทศ มข. … ก่อนเปิดภาคการศึกษาราวหนึ่งสัปดาห์จะมีกิจกรรมที่เรียกว่าเชียร์กลาง มีการเข้าร่วมกลุ่มสัมพันธ์ มีการร้องเพลงเชียร์ และบูมมหาวิทยาลัย … เรื่องราวระหว่างเรามันเริ่มต้นขึ้นในกิจกรรมที่เรียนกว่ากลุ่มสัมพันธ์

.

ในร่มไม้แถบหนึงแถวๆสามกีฬากลาง ผมฟังใครพูดแทบไม่รู้เรื่องเลย นอกจากพี่ๆปีสูง ที่พูดภาษากลางสอนปาวๆอยู่หน้ากลุ่ม … “โต ซือ หยัง” คนข้างๆถามผม … คืออะไร? หรือเขากำลังพูดภาษาจีนแต้จิ๋วกับผม? … แน่นอนว่าหนุ่มลุมน้ำเค็มต้องมีเชิง ผมยิ้มพร้อมพยักหน้ากลับไป

.

เฟรชชี่นั้นทุกคนใส่เสื้อสีอิฐเพื่อความเป็นหนึ่งเดียว พอถึงช่วงแนะนำตัวคนอื่นก็แนะนำตัวไปเรื่อยๆ … มีชายผู้หนึ่งเขาคือกระเรียนในฝูงหง … เพราะ เข้าใส่เสื้อ PUMA สีดำอยู่คนเดียวในหลายร้อยคนนั้น เขายืนขึ้น “ผมชื่อแอร์ครับ มาจากกรุงเทพมหานคร” …. อรัยยยะ นี่ละคือคนที่ผมตามหา พูดภาษากลาง … ผมรีบกระเทิบตูดเข้าไปนั่งใกล้ๆ ว่าที่เพื่อนคนใหม่ ผู้มาจากกรุงเทพคนนี้ … “นายๆ เราม่อน มาจากชลบุรี” … “สวัสดีครับ ผมแอร์” … หลังจากนั้นเราก็คุยกันไปเรื่อยๆ สรรพเหระไปเรื่อยๆ

.

ผม : “แอร์นายเดินทางมาจาก กทม. วันไหน”

แอร์ : “ผมพึ่งมาถึงเมื่อคืน”

ผม : “ถึงดึกมั้ย นอนหอไหน”

แอร์ : “เปล่า ยังไม่ได้นอนหอ เมื่อคนผมนอนที่ บขส. แล้วพึ่งต่อรถเข้ามาใน มอ เมื่อเช้า”

ผม : “นอนที่โรงแรม?”

แอร์ : “เปล่า ผมนอนที่ป้ายรถเมล์”

ผม : “….”

.

นี่ละครับจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้คนจริงแห่งยุคคนนี้ … เขากินเหล้าโคตรแข็ง ไม่มีหลับ ไม่มีร่วง เป็นมือกีตาร์ประจำวง เกากีตาร์โคตรพริ้ม ดีดกระจาย กดแท๊บคอร์ดนอกคอร์ดในเล่นได้หมด เทพ นอกจากกีตาร์แล้วการคิดเลขเขาก็ไม่ธรรมดาคิดเลขได้ไวและคิดได้ทนมาก คิดเลขดัมมี่สามวันสามคืนเขาก็ทำมาแล้ว

.

แต่นี่คือเรื่องที่ทำให้เขาแจ้งเกิดในวงการมายาคือเรื่องนี้ … ยามตะวันโพล้เพล้ ณ ชั้นสาม ของงหอชายหมายเลข 16 เรากินเหล้าเข้าไปพอซึมๆ เขาปวดเบาได้ที่ แต่ก็ขี้เกียจเดินไปห้องน้ำรวมที่อยู่กลางชั้น ท่านเลยเดินไปยืนปลดเปลื้องความทุกข์อยู่ที่ริมระเบียง อ่าห์ เสียงครวญครางแห่งความผ่อนคลาย … ชั่วอึดในผ่านไป … ปัง ปัง ปัง …. มีคนมาทุบประตูอยู่หน้าห้อง … เขาเดินไปเปิดประตู … “น้องครับ เมื่อกี้น้องสาดน้ำลงไปข้างล่างหรือเปล่าครับ มันเลอะเสื้อที่พี่ตากไว้” พร้อมกับหยิบเสื้อขาวที่มีคราบเหลืองๆยื่นให้ดู!!!

.

หลังจากนั้นเขาก็กระเด็ดออกจากหอ 16 เพราะพี่ท่านนั้นเป็นประธานหอ!!!.

แบ่งปันเรื่องราวความทรงจำที่แสนงดงามในรั้วมอดินแดงครับ

.

ม่อน KKU # 40

.

ปล. ในภาพคือเขาคนนั้น … ใช่ครับผมไม่ได้ลงรูปผิดคน คนกลางนั่นล่ะเขา … แอร์ Peter ว๊ากเกอร์ HUSO หนุ่มรหัส 46 สมัยแสดงละครคณะ … ครับนี่คือหนุ่มผู้มาจาก รัชดา กทม. คนนั้น … ใช่ครับ นี่คือหนุ่ม กอ ทอ มอ

.

บทที่ 8 … แนะนำตัว

.

แนะนำตัวน้องใหม่ครับ กระผมน้องม่อน นายณัฐพงศ์ คำมา นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมเรื่องกล มหาวิทยาลัยของแก่น รุ่น 40 รหัส  463040687-6 ครับ

.

ขอเล่าอนุญาติใช้พื้นที่เล่าเรื่องราวของตัวเองสักนิดนะครับ สมัยมัธยมปลายผมเรียนในโรงเรียนชายประจำจังหวัดชลบุรี ปี 2546 ผมเอ็นทรานซ์ ผมเลือก วิศวฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นอันดับหนึ่ง แล้วก็ได้อันดับนี้เลย … ณ ตอนนั้นทางครอบครัวผมถามว่า ทำไมไม่เลือก ม.ใน กทม. หรือ ในภาคตะวันออก คะแนนผมดีพอใช้และน่าจะเลือกได้หลาย ม. เพราะเพื่อนๆก็เรียนกันอยู่ใน กทม. เกือบทั้งนั้น แต่ท่านก็ไม่คาดคั้น ท่านบอกว่าถ้าเอ็นฯติดไปไหนก็ได้ท่านไม่ว่า

.

ณ ตอนนั้น ผมคิดว่า “การใช้ชีวิต” ต้องเริ่มจากสถานที่ที่ ไม่คุ้นเคยพาตัวเองออกมาจากกรอบเดิมๆ ซึ่ง มข. คือตัวเลือกอันดับหนึ่งของผม ซึ่งแน่นอนครับว่าผมตัดสินใจไม่ผิด

.

ที่นี่ทำให้คนชลบุรีอย่างผมรู้จักหน้าหนาวเป็นครั้งแรกในชีวิต … ที่แห่งนี้นั้นสวยงาม ร่มรื่น ครูบาอาจารย์ที่น่านับถือ มิตรภาพของเพื่อนๆที่เบ่งบาน และจากการเขี่ยวกรำ หล่อหลอมจาก ณ รั้ว มอดินแดงแห่งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำให้ผมรู้จักตัวตน ความถัด ความชอบ ความรับผิดชอบ ถูกสั่งสมขึ้นที่นี่

.

แต่หลังจากที่ผมเริ่มเรียน คณะวิศวฯ ไปได้สักพัก ผมเรียนตามตรงว่าอาการผมเริ่มไม่ดี ผมรู้สึกไม่สนุกกับการเรียน และคิดว่าจะไปไม่ไหว ประกอบกับเกเรพอตัว ผมเลยตัดสินใจของทางบ้านซิ่ว ลาออกเพื่อเปลี่ยนคณะ แน่นอนว่า คงเป็น มข. เหมือนเดิม แต่พวกท่านอยากให้ผมฝืนไปอีกหน่อยเพราะจะขึ้นปีสามแล้ว … ผมเชื่อท่าน แต่ผมแก้เกมส์ความคิดของตัวเอง โดยการในขณะที่ผมเรียนวิศวฯ ผมก็ไปลงเรียนวิชาที่ผมสนใจในคณะอื่นๆด้วย ลงแบบร่วมเรียนไม่คิดเกรด (Audit) ผมไปเรียนวิชาคณะวิทยาการจัดการ ไปลงเรียนวิชาคณะมนุษย์ฯ รวมถึงไปลงเรียนวิชาในภาคอื่นๆของ คณะวิศวฯด้วย วิชาบังคับผมติด F มากมาย แต่ในขณะเดียวกัน ผมลงเรียนแบบไม่คิดเกรด (Audit) วิชาอื่นๆกว่า 10 ตัวเช่นกัน ผมเรียนจบโดยใช้เวลา 5 ปี แต่ความรู้ตามสมควร ผมกลับไปทำงานที่ชลบุรี โดยเรียน ป.โท MBA ไปด้วย ผมเรียนดีจนเป็นตัวท๊อปๆของรุ่นนั้นๆ!!!

.

ผมได้เมียเป็นคนที่นู่น เอ๊ะไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าได้ภรรยาเป็นคนบ้านเดียวกัน ชลบุรี เราแต่งงานมีลูกด้วยกันสองคน เรารักใครกลมเกลียวกันดี เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ … ในเชิงหน้าที่การงาน ผมล้มลุกคลุกคลานในเรื่องราวของธุรกิจมากมาย จนถึง ณ ตอนนี้ งานหลักคือ ผมเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเล็กๆมีพนักงานยี่สิบกว่าคนใน จ.ระยอง … งานรองคือ ผมเป็นนักลงทุนในอสังหาฯ กิจการบ้านเช่า พัฒนาอสังหาฯบ้างตามแต่โอกาศสมควร มีลงทุนในหลักทรัพย์บ้า ผมร่วมหุ้นกับผู้อื่นแต่ไม่ได้เข้าบริหารอยู่หลายกิจการเช่นร้านอาหารร้านกาแฟและบริษัทเทรดดิ้งสินค้าบางชนิด … งานอดิเรกคืองานเขียนเล่าเรื่องราวและถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ต่างๆที่ผมมี บ้างลงในแฟนเพจของตัวเองที่ทำร่วมกัยเพื่อน แอร์ Peter ว๊ากเกอร์ Huso รหัส 46 (ผู้ติดตามราวๆสองหมื่นกว่าๆ) และ ผมใช้นามปากกาว่า “มาม่ากับปลากระป๋อง” ในการเขียนเล่าเรื่องราวในเวปบอร์ดพันทิป รวมถึงเคยเขียนหนังสือติดอันดับ BEST SELLER ในร้านหนังสือชั้นนำของไทยด้วย … นอกจากนั้นก็ยังเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องที่ผมรู้บ้างตามสมควรแก่โอกาส … นี่คือผมที่เป็นปัจจุบันครับ

.

มอดินแดงแห่งนี้เป็นเบ้าหลอมชั้นเลิศที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ผม ณ ที่แห่งนี้ได้หล่อหลอมขี้ดินอย่างผมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผมเป็นผมได้ในทุกวันนี้ ผมในฐานะศิษย์เก่าที่นี่ ผมจะใช้ความเป็นนัก(อยาก)เขียนนี้ เล่าเรื่องราวความทรงจำที่ผมมีต่อสถานที่แห่งนี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อแบ่งบันความทรงจำร่วมกัน เพื่อบันทึกความหลัง ณ สถานที่แห่งนี้ไว้ให้ตัวเองย้อยกลับมาอ่านได้ยามคิดถึง และ อยากจะจดบันทึกไว้ให้ลูกๆผมอ่าน ผมเชื่อว่าถ้าลูกผมอ่านสิ่งที่ผมเขียน ลูกจะรับรู้ได้ถึงความผูกพันที่ผมมีต่อสถานที่แห่งนี้ “มอดินแดง”

.

ม่อน ณัฐพงศ์ คำมา EN KKU#40 ,ME#31 รหัส 463040687-6

.

ปล. ผมเขียนเล่ามา 8 เรื่องจนถึงโพสนี้ … พยายามจะเขียนให้ได้เยอะที่สุดครับ ตราบเท่าที่จะนึกออกและเวลาเอื้ออำนวยครับ

มีหนังสือผมอยู่บนชั้นนี้ครับ

.

บทที่ 9 … โรงอาหารกลาง(Complex)

.

ผมเอ็นฯติดมาเรียน วิศวฯ มข. ในปี 46 … โชดดีประการแรกคือผมได้รูมเมทที่ดี เปี๊ยก หนุ่มเมืองยโสฯ เพิ่ลบ่นผมประจำเมื่อผมกินเหล้ากลับดึกและไม่อ่านหนังสือ  อีกสิ่งหนึ่งที่เขาดูแลผมดีมาก คือ เขาเทรนภาษาอิสานให้ผมอย่างหนัก วันนั้น อ.เปี๊ยก น่าจะอยากสอบเก็บคะแนนผม เขาพาเพื่อน 2-3 มาเขากินข้าวที่ห้อง มาถึงก็ตั้งวงนั่งล้อม นั่งชันเข่าจกข้าวเหนียวกัน แน่นอนว่าผมนั่งลงตามความอยาก เอ้ยยย นั่งลงตามมารยาท …. เพิ่ลใส่กันหูดับตับไหม้ ผมไม่รู้เรื่องเลย เรียกได้ว่าวิชา E-san Basic Listening 1 นั้น ผมสอบตกแน่นอน … เพิ่ลพูดกันอยู่ ผมพอฟังออกบางคำก็เลยถามกลับเป็นภาษากลาง ในความรู้สึกผมเหมือนทุกคนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ทุกคนล่ะสายตามจากแจ่วที่อยู่ตรงหน้าเงยหน้ามองผม เหมือนชั่วขณะนั้นมีคนกำลังกดเปลี่ยนโหมดภาษาและเขาพูดกลางตอบกลับมา

.

ในช่วงปีหนึ่ง ปีสองผม ผมหุ่นเพรียวบางมาก … ไม่มีตังค์กินข้าวเพราะเอาไปแดกเหล้าหมด … เงินที่ทางบ้านส่งมาให้มันเพียงพอสำหรับค่าข้าวค่ากินก็พอ แต่มันไม่พอสำหรับขาเลาะอย่างผม … ไปเบิด ร้านเหล้า ร้านนม โรงหนังน้อยหลังมอ แฟรี่ โฆษะ…  ปีสองอัพเกรด ไปเยื่ยมที่มาเรียนอยู่โคราช ไปหาเลาะดูงานบุญแห่งเทียนที่เมืองอุบลนู่น ไปเอี่ยวเมืองเหนือปุ้น

.

ช่วงปีสอง ผมประสบปัญหาวิกฤตการเงินอย่างหนัก ช่วงนั้นเบียร์อด เหล้าสีดีๆนี่งดตลอด ไม่มีปัญญาซื้อ ต้องถอยลงมาเล่น “ชิโนบุ” เมาเยี่ยงหมาราคาน้ำอัดลม “เหล้าสาโทตากูปรี” และ เหล้าขาวเอ็มร้อย เอามาจุ่มหัวออสโมซิสใส่กัน … ช่วงนั้นเริ่มสูบยา ยาซองก็ไม่มีปัญญาซื้อ ต้องซื้อแบ่ง ผมสายเมนทอล ต้องสายฝนเท่านั้นที่ผมคู่ควร … หนักเข้ายามวนก็ไม่ซื้อ ต้องยาเส้น … พูดถึงยาเส้นแล้วติดถึง “บักแก้ว” ถ้าบักแก้วบอกจะกลับบ้านเมื่อไร เพื่อนนี่ตาลุกวาวตลอด เพราะ มันกลับไปสิ่งที่มันจะเอากลับมาด้วยคือ ยาเส้นเป็นกระสอบที่สูบกันได้ทั้งชั้นปี กับ เหล้าต้มโอทอปสิบแปดดาว

.

เพื่อนผมหนึ่งคณะมนุษย์เพิ่ลใจดีมากคงจะหลูโตนผมพอสมควร เลยแนะนำให้ผมไปทำงานพิเศษ ปกติเพิ่ลสอนพิเศษภาษาอังกฤษอยู่ที่ โรงอาหารกลาง(Complex) ลูกศิษย์เพิ่ลอยากเรียนคณิตศาสตร์ให้แนะนำคนสอนให้หน่อย หมู่เพิ่ลใจดีเลยแนะนำผมไป

.

ผมสอนเป็นล่ำเป็นสันมากเสาร์อาทิตย์ผมนี่คิวแน่นมาก ผมล่ะถนัดนักเรื่องจกตาเด็กน้อยเนี่ย 5555+ …. ผมมีรายได้มากกว่าหมื่นทุกเดือนบางเดือนถึงสองหมื่นนู่น มันเยอะมาสำหรับสมัยนั้น(เบียร์สี่ขวดร้อย) ถึงแม้ว่าผมจะจกตา แต่ผมสอนดีนะ(คิดว่า) ลูกศิษย์ผมสอบติดแพทย์ วิศวฯ และติด ม.ดังๆ กันหลายคน … ถึงตอนนั้น ผมไม่ใช่ ม่อน คนเดิม กลับมาสูบยาซอง ไปเลาะนู่น U-BAR แรดผับ รวมถึงนั่งชิลร้านหรูริมบึงแก่นนคร

.

หนึ่งในงานที่สร้างรายได้ให้กับผมคือพนักงานพาร์ทไทม์ร้านกาแฟในคณะมนุษย์ฯ ร้านพี่นุ่นกับพี่เล็ก … นึกภาพ นักศึกษาวิศวฯ หน้าขวางๆ ยืนปั่นปีโป้โอริโออยู่ สะเดิด …. ท่านสองคนนี้เป็นพี่ที่ผมนับถือมาก ท่านเอ็นดูผมประหนึ่งว่าผมเป็นน้องท่าน ยามผมว่างจากเรียนที่ คณะวิศวฯ ผมก็จะบิดรถไปช่วยงานพี่แกที่ร้านในคณะมนุษย์ตลอด

.

ผมอยู่ราวๆปี 5 พี่นุ่นกับพี่เล็กชวนผมไปกินข้าวที่บ้าน ไปถึงพี่นุ่นก็รอรับผมด้วยจานโปรด อ่อมเนื้อ ก้อยดิบ(ส่ม) ผมใส่ไม่ยั้ง แซ่บบบ … ผมได้ยินเสียงพี่นุ่นคุยกับแม่ของพี่นุ่นเป็นภาษาอิสานแน่นอนว่าหัวผมมันแปลได้อัตโนมัติหมดแล้ว พี่นุ่นถามผมว่า “เรียนจบแล้วกลับบ้านที่ชลบุรีเลยมั้ย” …. “ครับ” ผมตอบ … แม่พี่นุ่นก็ทำหน้าสงสัย “กลับเฮ็ดหยัง ชลบรี่” … “เอ๋า ก็บักม่อนมันเป็นคนชลบรีเด้” ….. “ติ๊(เสียงสูงและลากยาวมาก) บักม่อนนี้นะคนชลบุรี!!!”

.

วันนั้นผมรับรู้ได้ทันทีว่า อั่นโตผมนี่กำลังจะสำเร็จอนุปริญญาสาขาอิสานคลาสสิคแล่ว

.

แบ่งปันเรื่องราวความทรงจำที่แสนงดงามในรั้วมอดินแดงครับ

.

ม่อน KKU # 40

.

.

บทที่ 10 … อาจารย์ท่านนี้คือที่ 1 ในดวงใจ ของผม ม่อน KKU#40

.

ผมติดว่าโพสนี้เป็นที่ผมต้องตั้งสติก่อนเขียน และละเมียดละไมในทุกๆการกดแป้นพิมพ์ เพราะ การกล่าวล่วงเกินอาจารย์เป็นสิ่งไม่น่าให้อภัย ยิ่งสำหรับอาจารย์ท่านนี้ด้วยแล้วผม ถ้าผมผิดพลาดไปคงจะเป็นตราบาปที่ติดตัวผมไปชั่วชีวิต …. อาจารย์ท่านนี้คือ ดร.รัชนี ปิยะธำรงชัย อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

.

หลายท่านอาจจะเริ่มสงสัยว่า ผมนักศึกษา วิศวกรรมศาสตร์ รหัส 46 แบบผมทำไมถึงได้ รู้จักและเคารพรักอาจารย์ท่านนี้มาก เรื่องเป็นแบบนี้ครับ … ในปี 1 ปี 2 ผลการเรียนของผมแย่มาก ปริ่มๆ 2 พอรู้สึกตัวอีกทีก็คิดว่าไม่ได้แล้ว ถ้าเราจบไปเกรดด้วยแค่นี้ ถ้าไปสมัครงานหรือทำงานจะไปสู้คนอื่นๆได้อย่างไร? ครั้นจะขยันเรียนวิศวฯก็คิดว่าไม่ไหวแน่นอน จึงพยายามเสริมความรู้ด้วยวิชาที่คิดว่าจำเป็นต้องใช้ในอนาคต และ หนึ่งในวิชาที่ผมเรียนเพิ่มคือ ภาษาญี่ปุ่น

.

ผมไปร่วมเรียนแบบไม่คิดเกรด(Audit) คือมีแค่ผ่านกับไม่ผ่านไม่มีเกรด แต่ข้อเสียคือถ้าไม่ผ่านต้องมาแก้ให้ผ่านถ้าไม่แก้ให้ผ่านจะไม่จบ(ไม่แน่ใจว่าผมจำผิดหรือเปล่านะครับ)

.

ผมลงทะเบียน JAPANESE 1 (ภาษาญี่ปุ่น 1) ตอนนั้นจำได้ว่ามีอาจารย์สอนวิชานี้หลายท่านให้เลือกเรียน แต่ผมเลือกเรียนกับ อ.รัชนี … ในความคิดผม อ.รัชนี น่าจะมีอาจารย์ที่มีอายุสักหน่อย แต่ครั้งแรกในห้องเรียนผมอึ้งพอสมควร อาจารย์อายุท่านไม่เยอะเหมือนที่ผมคิดไว้ แวบแรกผมนึกว่าท่านเป็นคนญี่ปุ่นเสียด้วยซ้ำ มิหนำซ้ำท่านยัง “คาวาอิ๊” มากๆ (เพี๊ยะ!!! ขออนุญาต ตีมือตัวเองก่อนหนึ่งทีครับ ไปพูดแบบนั้นกับอาจารย์ได้ยังไง) … แน่นอนว่าท่านสอนดีมาก จำได้ว่าท่านมองผมแปลกนิดนึงเมื่อรู้ว่ามีนักศึกษาคณะวิศวฯมาลงเรียนแบบ Audit

.

แน่นอนครับว่า ผม ม่อน KKU#40 ไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังแน่นอน … เกรด JAP 1 ออก “ไม่ผ่าน” ครับ … ด้วยความหน้าด้านหน้าทนของผม ผมก็กลับลงเรียนกลับท่านอีกรอบในเทอมถัดมา ท่านมองผมแล้วก็ยิ้มๆ สอนเน้นผมหนักหน่อย ท่านคงเกรงว่ามาจะตกอีกแล้วต้องกลับมาเรียนกับท่านใหม่ ผม ม่อน KKU#40 ไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังแน่นอน … เกรด JAP 1 ไม้สอง “ผ่าน” ครับ

.

เรียนตัวเดียวมันจะไปรู้เรื่องอะไร พูดกับใครก็ยังไม่ได้ จัดไปครับ JAPANESE 2 (ภาษาญี่ปุ่น 2) แน่นอนครับลงกับ อ.รัชนี เช่นเดิม ท่านเห็นผมท่านก็ยิ้มเช่นเดิม “ณัฐพงศ์ซัง ต้องตั้งใจเรียนนะ เดี๋ยวไม่ผ่านอีก” ท่านบอกผม …. เกรด JAP 2 ออก “ไม่ผ่าน” ครับ … ห่าขั้วเอ้ยยย ขายหน้าฉิบ … แน่นอนครับต้องลงไปอีกไม้หนึ่งเพื่อแก้เกรด ผมน่าจะอยู่ปี 4 หรือไม่ก็ปี 5 เทอมแรก คิดนึกภาพนะครับ มีบักผุเฒ่าวิศวฯ มานั่งเรียนกับน้องๆ คณะมนุษย์ฯ และ บางครั้งอาจารย์ท่านก็แซวผมในคลาสว่าผมมารีเกรด อยากอายเด้ 5555+

.

ใน JAP 2 ในไม้ที่สองนี่ล่ะครับ อาจารย์ท่านเห็นผมปีสูงแล้วกลัวไม่จบ อาจารย์ท่านเน้นให้ผมส่งการบ้าน ท่านย้ำให้ผมมาเข้าเรียนและทบทวนให้เยอะๆ สรุปว่าเกรด JAP 2 ไม้สอง “ผ่าน” ครับ …. สรุปผมเรียน ภาษาญี่ปุ่น 2 ตัว กับ อ.รัชนี เป็นเวลา 2 ปี 5555555+

.

โชคดีที่ก่อนผมจบ ผมเดินพบท่านอาจารย์โดยบังเอิญที่คณะมนุษย์ฯ ผมได้มีโอกาสกล่าวลาท่าน ผมจำได้ว่าท่านยังอวยพรให้ผมโชคดีในการทำงานด้วย … ผมคิดว่าอย่างน้อยลูกศิษย์คนนี้ก็น่าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ผมมีความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้วครับอาจารย์ … ผมเคารพนับถือท่านมากครับ ถ้ามีโอกาส ผมจะไปกราบท่านที่ มข.อีกสักครั้ง

.

ม่อน KKU # 40

.

ปล 1. ขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ผมสืบค้นเพื่อดูว่าท่านยังสอนอยู่หรือเปล่า ผมเจอภาพอาจารย์ในเวปไซท์ของคณะมนุษย์ฯ กาลเวลาทำอะไรท่านไม่ได้จริงๆ ท่านยังดูดีไม่ต่างจากสิบกว่าปีก่อนเลย (เพี๊ยะ!!! ขออนุญาต ตีมือตัวเองก่อนอีกทีครับ)

ปล 2. หลังจาก ผมเรียนผ่าน JAP 2 เพื่อนผมถามว่า “มึงจะลงเรียน JAP อีกสักตัวมั้ย?” … “ไอ้ห่าพูดไม่คิด ถ้าเรียนอีกตัวกูก็เรียนอีกปีอ่ะดิ”

.

บทที่ 11 … อาจารย์ที่ผม “เกรงกลัว” ที่สุดในมอดินแดงของ ม่อน KKU#40

.

“ไหนเล่ามาซิ ว่าไปต่อยเค้าแบบไหน!!!” เป็นประโยคที่อาจารย์ ดร. ฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะวิศวฯ ท่านถามผม ขณะนั้นเป็นนักศึกษาปี 2 วิศวฯ รหัส 46 …  ในขณะที่กำลังโดนสอบสวนข้อหาทะเลาะวิวาทและเมาสุราในมหาวิทยาลัย …. “คู่อริเขามาล้อมครับ ผมมีกันห้าคน เขามีมากกว่า” .. “แล้วไงต่อ” อาจารย์ท่านถามต่อ ผมชี้ไปที่เพื่อนผมคนหนึ่ง ชื่อ ตู่ (ใช่ครับ ตู่ บักนักเรียนดี รูปหล่อ จบสามปีครึ่งพ่วงเกียรตินิยมคนนั้นเอง) … “มันเอาขวดฟาด เปิดครับ … แล้วผมก็พุ่งเข้าไปต่อย คนที่อยู่ใกล้ที่สุด” … แล้วไงต่อ “ผมต่อยได้หมัดเดียว หลังจากนั้นก็โดนกระทึบอย่างเดียวเลยครับ” …. อาจารย์ท่านหัวเราะร่วน!!!

.

ต่อหลังจากนั้นเรียกได้ว่าวิวาทกันอุตลุด ชุลมุนชุลเกกันหลายเดือน … จนผมต้องระเห็จระเหินหนีอริ ไปนอนกับเพื่อนต่างคณะนานหลายสัปดาห์ เวลานั้นผมเข้าพบอาจารย์ ดร.ฝ่ายกิจการนักศึกษา ท่านนี้บ่อยมาก โดนหักคะแนนบ้าง โดนสอบถามบ้าง โดนเพ่งเล็งบ้าง!!!

.

อาจารย์ท่านนั้นเตือนสติ ผมบ่อยมาก ท่านเรียกผมมาดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะ ผมอยู่ใน นักศึกษา “กลุ่มเสี่ยง” … เวลาผ่านพ้นเวลาเหล่านั้นมาได้ ผมเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ เริ่มคิดได้ สติเริ่มมีมากขึ้น … จนผมเริ่มช่วยงานท่าน เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นจากท่าน (อาจารย์ท่านจบ ป.เอก จาก ญี่ปุ่น) จน ม. มีนักเรียนแลกเปลี่ยนจากญี่ปุ่นมาที่ ม. 1 ภาคการศึกษา ท่านเห็นผมคุยญี่ปุ่นได้ เลยให้ผมช่วยดูแล และกำชับว่า “อย่าพาออกนอกลู่นอกทางนะ เฮ้ย!!!” … เพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนคนญี่ปุ่นชื่อ “ทาเคชิ” อาจารย์ฝากถูกคนแล้วครับ …. ผมพา ทาเคชิ นักเรียนแลกเปลี่ยนจากญี่ปุ่น ไปตะเวนกินเหล้าทุกร้านดังรอบมอ และร้านดังในเมือง แต่ผมกำชับแล้วว่าอย่าบอกอาจารย์ 5555+ … ผมพาทาเคชิไปตลาดท้องถิ่น ที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ตัดทุ่งนาไป ที่ชื่อ บ้านโนนม่วง โลคอล มาร์เกต

.

ผมได้เรียนกับท่านหลายวิชาในชั้นเรียนของท่าน ท่านดุผมประจำ โดนค้อนยางเขกหัวตลอด … ท่านเป็นที่ปรึกษางานโปรเจคผมด้วย แน่นอนครับนักเรียนดีเด่นแบบผมต้องได้คะแนนดี ใช่ครับท่านให้ D ผมมา … และแล้วผมก็เรียนจบครับใช้ไปห้าปีจากหลักสูตรสี่ปี … ก่อนผมเรียนจบ ผมไปกราบลาท่าน ผมจำได้ว่าท่านบอก “เออดี ก็ยังจบกับเขาได้นะ” … ท่านอาจจะลืมเลือนผมไปเพราะผมจบออกมานานแล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าผมได้คุยกับท่านสักสองสามประโยคท่านน่าจะจำได้บ้าง … อาจารย์ที่ผมกล่าวถึงท่านนี้ คือ รศ.ดร.รัชพล สินติวรากร ท่านดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นคนปัจจุบันครับ!!!

.

ท่านเป็นผู้มีพระคุณมากสำหรับผมครับ ถ้าไม่มีท่านก็คงไม่มีผมในวันนี้ครับ

.

แบ่งปันเรื่องราวความทรงจำที่แสนงดงามในรั้วมอดินแดงครับ

.

ม่อน KKU # 40

.

ปล. ภาพครั้งเมื่อพา ทาเคชิ ไปลุย โน่นม่วง โลคอล มาร์เก็ต เจอลาบก้อย เหล้าเป๊ก เข้าไปม่วนซื่นเลย 555+ … ในภาพมี ทาเคชิ …  อร MS KKU # 38 … ตู่ ม่อน หมู เมย์ โก้ EN KKU # 40

.

.

บทที่ 12 … ผม ม่อน KKU#40 ทำเงินแสนแรกของชีวิตได้ในรั้ว “มอดินแดง” แห่งนี้

.

ปัจจุบันผมบริหารกิจการที่มียอดขายเกือบร้อยล้านบาทต่อปี มีสินทรัพย์ส่วนตัวเพื่อการลงทุนหลักสิบล้าน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีในวันนี้ มันเกิดขึ้นจากเงินแสนแรก ที่ผมทำได้ตอนผมอยู่ ปี 5 ที่ มข. แห่งนี้ …. ในโพสนี้ของสวมวิญญาณนักเขียนเรื่องราวการลงทุน นามปากกา “มาม่ากับปลากระป๋อง” อดีตนักเขียนหนังสือการลงทุนที่เคยขึ้นระดับ BEST SELLER ครับ … เงินแสนแรกในชีวิตของก้อนนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของผม มันเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยว จาก ม่อน KKU#40 ผู้โชกโชน จะกลายไปเป็น “มาม่ากับปลากระป๋อง” … มาครับผมจะเล่าช่วงเวลานี้ให้ฟัง

.

หลังจากเข้ามาที่นี้ในปี วิศวฯ ที่ มข.รุ่น 40 ในปี 2546 ผมเรียนร่อแร่ เกเร (จากที่เคยเล่าในโพสก่อนๆ) แต่เริ่มกลับลำได้ ตั้งสติได้ ที่สำคัญผมค้นหาตัวเองเจอ ราวๆ ปี 2 ปี 3 … ซึ่งคนที่ผมร่วมค้นหาตวตนด้วยกันสมัยนั้นคือ แอร์ Peter ว๊ากเกอร์ Huso รหัส 46 (เล่าที่ไว้โพสเก่า) เพื่อนท่านนี้เป็นแนะนำให้ผมรู้จักคำว่า “การลงทุน” … การลงทุนคืออะไร? สำคัญตรงไหน? ต้องทำอย่างไร? เพื่อนแอร์พาผมไปศึกษาค้นคว้าอ่านหนังสืออยู่ที่หอสมุดกลาง ผมรู้สึกว๊าวมากกับองค์ความนี้ นี่ล่ะคือสิ่งที่ผมกำลังตามหา ผมหมกตัวอยู่ที่นั่นเยอะมาก อ่านหนังสือการลงทุนเป็นสิบๆเล่มที่หอสมุดกลาง มข. ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยมันมรแหต่ความกระหายใคร่รู้ …. แต่วิชาคณะวิศวฯ ฮึๆๆๆ … ติด F D D+ C เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

.

ผมกับแอร์ไปลงกิจกรรมเล่นหุ้นที่คณะวิทยาการฯจัดขึ้นหลายครั้งสนุกมาก … ผมเริ่มลงลึกขึ้นศึกษาลึกขึ้น ผมเคยไปหมกตัวอยู่ชั้นล่างของตึกวิทยาการที่มีห้องของตลาดหลักทรัพย์อยู่ SET เพื่อค้นคว้า …. ผมตัดสินใจไปแข่งขันเกี่ยวกับเรื่อง “การลงทุน” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น การแข่งขันนัดแรกสอบที่ คณะวิทยาการจัดการ มข. เรา … ผมผ่านรอบคัดเลือก ได้ไปเรียนครอสสั้นและแข่งขันต่อที่ กทม. มีเบี้ยงเลี้ยงวันล่ะ 500 มีข้าวกิน (สุดยอดตรงนี้ 500 สำหรับผมนี่เหลือๆเลยต่อวันใน กทม. ณ ขณะนั้น) คนหลายร้อยคนนั้นที่ผ่านรอบคัดเลือกนั้นแนะนำตัวทีละคน ม.ใหญ่ ม.ดัง มาเพียง ด้วยเกณฑ์อายุ 25 ทำให้มีพวก ป.โท เข้ามาด้วย ผมเป็นหนึ่งในนักศึกษา มข. ที่ไปร่วมในรายการนั้น แต่ผมมั่นใจว่า ผมน่าจะเป็น นักศึกษา คณะวิศวฯ เพียงคนเดียวของ มข.

.

เราเรียนรวมกันหนึ่งอาทิตย์ แล้วสอบรอบสอง ผมผ่านเข้ารอบอีก …. ผมดีใจมากที่ผมจะได้เงิน เบี้ยงเลี้ยงวันล่ะ 500 ต่อ … เรียนต่อไปอีกสัปดาห์สอบรอบสาม ผมผ่านเข้ารองอีก ผมเป็นหนึ่งใน 30 คนที่ต้องไปเข้าค่ายพิเศษที่ตลาดหลักทรัพย์จัดขึ้น!!!

.

แต่ผมมาได้แค่นี้ เพราะ มันเปิดเทอมแล้ว ผมต้องกลับไปเรียนที่ มข. ถ้าผมไม่ไป ผมรีไทร์แน่นอน … ผมกลับมาก็นำเงินเก็บที่มีจากการสอนพิเศษ(เล่าไว้แล้วในโพสก่อน) มาเปิดพอร์ทลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยใช้เงินจริงๆ ณ ตอนนั้นผมใช้ชื่อแม่เปิดบัญชี้ค้าหลักทรัพย์ คนที่ดำเนินเรื่องให้ผมก็ม่ใช่ใครที่ไหร อร MS KKU#38 แฟนบักตู่นั่นเอง (เล่าถึงเขาทั้งคู่ไว้แล้วในโพสก่อน)

.

ผมนำเงิน 50,000 บาท ที่สะสมไว้มาลงทุน เงินก้อนนี้ก่อนผมเรียนจบมันได้พอกพูนขึ้นเป็น 150,000 ในปีสองปีต่อจากนั้น … ผมทำเงินแสนแรกของชีวิตได้ ในขณะที่ผมเป็นซุปเปอร์ปี 5  ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มอดินแดงแห่งนี้ … ซึ่งหลังจากนี้เรื่องราวตลอดการเดินทางสิบกว่าปีของผม สมมารถหาอ่านไปตามโลกอินเตอร์เน็ตครับ ผมเขียนบันทึกเรื่องราวการลงุทนและเรื่องอื่นไว้น่าจะถึง “พันบทความ” หลังจากผมจบจาก มข. แห่งนี้ไป

.

บทนี้ คือ เรื่องราวก่อนที่ผมจะเป็นนักลงทุน

บทนี้ คือ เรื่องราวก่อนที่ผมจะออกไปเผชิญโลกภายนอก

บทนี้ คือ เรื่องราวที่ลูกไก่กำลังฟักอยู่ในรังไข่ที่ชื่อมอดินแดง

บทนี้ อยากจะบอกกับตัวเองและทุกท่านว่า … ถ้าผมไม่มี “มอดินแดง” ชีวิตผมคงมาไม่ถึงจุดนี … ผมรัก “มอดินแดง” ครับ

.

แบ่งปันเรื่องราวความทรงจำที่แสนงดงามในรั้วมอดินแดงครับ

.

ม่อน KKU # 40

.

ปล. . ปัจจุบัน แอร์ Peter ว๊ากเกอร์ Huso รหัส 46 ผู้ร่วมค้นหาตัวตนในครังนั้น ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เป็น ผู้จัดการในธุรกิจข้ามชาติ เงินเดือนหกหลักเช่นกัน!!!

.

จบ ภาคหลัก 12 บทครับ

Be Sociable, Share!

มาม่ากับปลากระป๋อง

ผมนักเดินทาง "ล่าฝัน" บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า "ชีวิต" ระหว่างทางผ่านประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย เลยคว้าคีย์บอร์ดขึ้นมาพิมพ์แทน "ปากกา" ใช้บล็อก Creativeshooter.com แทน "สมุด" เพื่อบันทึกและแบ่งปันการเดินทางในครั้งนี้

More Posts - Website