พี่ที่ทำงานผม แกเป็นลม มือเท้าเริ่มชา เกร็ง และ ชัก!!!

Be Sociable, Share!

เรื่องเกิดขึ้นในวันพุธต้นเดือนที่ผ่านมา
วันนั้นก็เหมือนทุกๆวัน ต่างคนก็ต่างก้มหน้าก้มตาทำงานตามหน้าหน้าที่ของตน
ตลอดช่วงเช้าทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติ แต่ตอนบ่ายมีเหตุการณ์สุดระทึกเกิดขึ้นในออฟฟิต
พี่ที่ทำงานของผมท่านหนึ่งอยู่ดีๆก็เกิดอาการเหมือนจะเป็นลม ขณะกำลังถ่ายเอกสาร
แกยืนถ่ายเอกสารยังไม่ทันจบแผ่น อยู่ดีๆขาอ่อน เหมือนจะล้ม แกพยายามยืนเกาะโต๊ะถ่ายเอกสาร …

“นุช!! ช่วยประคองพี่ที!!!” แกบอกพี่อีกท่านที่อยู่ใกล้ๆ
“พี่เอ๋เป็นอะไร ?!?!? ” พี่นุชที่อยู่ค้างๆลุกพรวด เข้าไปประคองมานั่งที่โต๊ะ
“พี่เป็นอะไรไม่รู้ เหมือนจะเป็นลมยังไงไม่รู้!!!” พี่แกตอบเสียงสั่นๆ
ผมและคนอื่นๆ ก็เข้าลุกจากโต๊ะเข้าไปดูและถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
นั่งได้สักพักแกเริ่มรู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกาย แกเริ่มหายใจหอบถี่
“ขาที่เจ็บอยู่ อยู่ดีดีมันก็ไม่เจ็บ นุชพี่เป็นอะไร” แกกล่าวด้วยเสียงที่มีแต่ตื่นกลัว
“นุชลองหยิกพี่สิแขนพี่สิ” แกหยิกแขนตัวเอง พร้อมกับสั่งให้พี่อีกคนหยิกแขนแก
“หยิกทำไมพี่เอ๋”
“ลองหยิกสิ หยิกเลย … เนี่ยมือพี่ชาไปหมดเลย พี่เป็นอะไร . . . ”
“ใจเย็นๆครับพี่เอ๋ อย่างพึ่งพูดเลย นั่งพักก่อน” ผมบอกกับพี่ท่านนั้น
นั่งได้สักพักอาการเหมือนจะแย่ลงอีก
พี่เขาหอบหายใจถี่ขึ้น เริ่มมีอาการเกร็ง เหมือนกำลังจะชัก
!!!!
“ขี่มอเตอร์ไซค์ไปดูที่คลินิกให้ผมหน่อยว่าหมออยู่มั้ย!!! เร็ว!!!!” ผมหันไปบอกพี่อีกคน
ผ่านไปไม่นาน พี่แกก็กลับมา “มีหมออยู่ที่คลินิก!!!”
“ไปเอารถมา!!! รีบพาไปคลินิกเลย … พี่นุชเก็บของของพี่เอ๋แล้วไปกับผม!!!”
ผมและพี่อีกคนหามพี่แกไปขึ้นรถ . . .

ใช้เวลาไม่นานก็ถึงมือหมอ . . . หมอท่านก็เริ่มตรวจอาการ
ในเบื้อง ต้นคุณหมอให้ยาคลายเครียดเพื่อให้คนไข้ได้พัก
แล้วบอกว่าในเบื้องต้นน่าจะเป็น “อาการไฮเปอร์เวนติเลชั่น”
ที่เกิดจากสภาวะทางจิตใจ ในครั้งนี้จากที่หมอซักถามน่าจะมาจาก “ความเครียด”

พี่เอ๋ เป็นคุณแม่ลูกสาม อายุสี่สิบต้น พี่เอ๋เรียกได้ว่าเป็น Working Woman เต็มพิกัด
แกเป็นพนักงานมือดี มือเก๋า เป็นเซลล์ที่มียอดขายมือต้นๆ ของบริษัทตลอดหลายปีที่ผ่านมา
พี่เขาอยู่กับบริษัทมามากกว่า 7 ปี ทำงานเต็มที่ จริงจังตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เป็นไข้ไม่สบายก็เป็นได้ไม่นานก็กลับมาลุยงานต่อ ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่สร้างความตกใจแก่ผม
พี่เอ๋เป็นเซลล์อิสระ ไม่มีกำหนดเวลาเข้างานหรือออกงาน ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ
ไม่มีเงินเดือน รับค่าคอมมิชชั่นอย่างเดียว สองปีหลังที่ผ่านมาแกเริ่มทำธุรกิจอื่นควบคู่ไปด้วย
พี่เอ๋ถือว่าเป็นคนเก่งและขยันมาก รายได้รวมของพี่เขาตกแล้วมากโขอยู่ในแต่ละเดือน
กิจการพี่เอ๋ แรกๆเริ่มอย่างราบรื่น ถ้าเรื่องงานนอกแกจะหลบออกไปคุยโทรศัพท์ด้านนอกเสมอๆ
แต่พักหลังๆ ผมเห็นแกคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และ หน้าตาไม่สบายใจ
ไม่นานก่อนหน้าแกปรึกษาผมเรื่องการฟ้องร้องดำเนินคดี ผมจึงถามไถ่ถึงเรื่องธุรกิจของแก
ได้ความว่าโดนเบี้ยวหนี้ไปหลายล้านบาท ทวงแล้วทวงเล่าก็ไม่ได้ กำลังหาทางออกเรื่องนี้อยู่
นอกจากปัญหาทางด้านธุรกิจส่วนตัวของแกแล้วแกยังมีปัญหาทางครอบครัวรุมเร้าเข้ามา
คือ ลูกสาวคนโตของพี่เอ๋เขาสอบเข้า ม.1 ได้ และ ย้ายโรงเรียน หลังจากเริ่มเรียนไม่นาน
ก็เหมือนจะมีปัญหาเข้ามาเนืองๆโดนข่มขู่ทำร้ายร่างกายต่อเนื่องจากพวกที่เป็นอริกันในโรงเรียน
ปัญหาลุกลามบานปลายจนถึงขั้นเด็กขอย้ายโรงเรียน พี่เอ๋จึงต้องไปโรงเรียนของน้องหลายครั้ง
ความกังวลทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องลูก จนเกิดเป็นความเครียดสะสม
นอนก็นอนไม่หลับ กลายเป็นพักผ่อนได้วันละไม่กี่ชั่วโมง นอนหลับตื่นมาก็เริ่มกังวลต่อ หลายวันผ่านไปจนมาถึงขีดสุด …

พักใหญ่ๆผ่านไป ผมเดินเข้าไปเยี่ยมที่เตียง “เป็นยังไงบ้างครับพี่เอ๋?”
“พี่ดีขึ้นแล้ว … ตอนพี่เป็นนะพี่นึกว่าพี่จะไม่รอดซะแล้ว คิดถึงแต่หน้าลูก”
“พี่คิดแต่ว่าถ้าพี่เป็นอะไรไป ลูกพี่จะอยู่อย่างไร” พี่เอ๋พูดไปพลางน้ำตาคลอเบ้า
ผมได้แต่บอกให้พี่เขาพักผ่อนให้เต็มที่ และผมจะไปส่งที่บ้าน แล้วเดี๋ยวเอารถขับตามไปให้

วันถัดมาพี่เอ๋โทรมาลางานผมสักหลายวัน
เพื่อไปหาหมอที่โรงพยาบาลตรวจร่างการชุดใหญ่ และของลาพักผ่อนสักหลายวัน
เพื่อค่อยๆ สะสางปัญหาและปรับร่างกายใหม่ หลังจากพี่เขากลับมาทำงาน
ผมก็ถามไถ่ ว่าหมอว่าอย่างไร และอาการเป็นอย่างไรบ้าง พี่เขาตอบผมว่า
“พี่คงใช้เค้า(ร่างกาย)มาเยอะแล้ว ครั้งนี้เค้าคงมาเตือน …
คงทำงานหนักและเครียดมากเกินไป ตอนนี้พี่จะพยายามนอนแต่หัวค่ำเลย
เรื่องไหนปล่อยได้ก็ปล่อย ค่อยๆคิดค่อยๆแก้ไป พี่มาคิดคิดดูแล้ว
ถ้าพี่เป็นอะไรไป หรือ ร่างกายมันไม่ไหว ทุกอย่างมันอาจจะแย่ลงกว่านี้ …”

 

ผมนั่งฟังอย่างตั้งใจ และ คิดตามอย่างในใจอย่างเงียบๆ
ปัญหาในเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็ค่อยๆปรับค่อยๆแก้กันไป ทุกอย่างมันมีทางออกเสมอ
ทำงานหนักมันดีก็จริง แต่ถ้าทำหักโหมนอกจากจะไม่สุขและอาจจะไม่ได้ใช้เงินแล้ว
ถ้าทำมันจนตึงเกินไป ร่างกายรับไม่ไหน ปัญหาสุขภาพจะถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว
จนในท้ายที่สุดอาจก่อให้เกิดเป็น “ความทุกข์” ก็เป็นได้

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงคำกล่าวที่ว่า …

อโรคยา ปรมาลาภา การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

 

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแค่เตือนพี่เอ๋ แต่ทำให้ผมผู้อยู่ในเหตุการณ์คิดได้หลายอย่าง
เพราะตัวผมเองก็เรียกได้ว่าบ้างานพอตัว เจอเหตุการณ์นี้ คิดได้ดังนี้แล้ว จะรอช้าอยู่ไย
จะหวังรอโชคลาภให้สุขภาพดีอย่างเดียวคงไม่ทันการณ์ ว่าแล้วก็เข้าฟิตเนสเลยเถอะ!!!

fitness มาม่า

 

ขอให้สุขภาพดีและความสุขสวัสดิ์จงมาสถิตแด่ท่าน
…[^_^]…

ปล .

ติดตามเรื่องราวงานเขียนของผมได้ในบล็อกนี้นะครับ … http://goo.gl/aE4zV

 

Be Sociable, Share!

มาม่ากับปลากระป๋อง

ผมนักเดินทาง "ล่าฝัน" บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า "ชีวิต" ระหว่างทางผ่านประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย เลยคว้าคีย์บอร์ดขึ้นมาพิมพ์แทน "ปากกา" ใช้บล็อก Creativeshooter.com แทน "สมุด" เพื่อบันทึกและแบ่งปันการเดินทางในครั้งนี้

More Posts - Website