หนึ่งในความฝันและความหวังของคนส่วนมากคงจะหนีไม่พ้นเรื่องเงินๆทองๆ นั่นคือเรื่องของความร่ำรวยนั่นเอง กล่าวง่ายๆว่า ใครใครก็อยากรวย! ถ้าจะขึ้นชื่อว่ารวย ขึ้นชื่อว่าเศรษฐีทั้งทีน่าจะมีทรัพย์สินอยู่ไม่น้อย
ถ้าถามว่าต้องมีเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าเศรษฐี?
อันนี้ตอบยากครับเพราะไม่มีนิยามที่ชัดเจนว่าต้องมีเท่าไหร่ ดังนั้นผมขอใช้เกณฑ์ส่วนตัวที่ผมคาดคือ คนที่มีเงินหรือทรัพย์สินใดๆก็ตามรวมกันแล้วมากกว่า 100 ล้านบาท (การการที่ได้ยินได้ฟังและจากการอนุมานส่วนตัว)
ถามว่าในชีวิตนี้จะหาเงินร้อยล้านได้ไหม?
ตอบเลยชัดๆว่าได้ แต่กระบวนการได้มาซึ่งเงินร้อยล้านนั้นไม่ง่าย จะต้องใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่และมีความอดทน ขยันหมั่นเพียรอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี ที่ตอบได้อย่างชัดเจนเพราะตัวอย่างบุคคลที่ภายในช่วงชีวิตเดียวมีร้อยล้านนั้นมีตัวอย่างปรากฏให้เห็นเป็นตัวอย่างมากมาย
เพื่อนของผมหลายท่านที่อาจกล่าวได้ว่าเป็น ว่าที่เศรษฐีร้อยล้าน ก็มีอยู่หลายคน ในขณะที่เพื่อนบางคนเป็นเศรษฐีร้อยล้านอยู่แล้วก็จ่อขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีพันล้านในอนาคตกันอยู่หลายคนทีเดียว เนื่องจากเขาเหล่านั้นแล้วแต่มีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นครบถ้วน
ถามว่าทำอะไรและทำอย่างไรจึงเป็นเศรษฐีร้อยล้าน?
คำถามนี้ตอบไม่ได้ครับ คุณอาจจะต้องเป็นผู้ที่ค้นหาเอง เพราะจากตัวอย่างเศรษฐีร้อยล้านแต่ละท่าน มีลักษณะแนวคิดทางธุรกิจ ทางการลงทุน สรุปคือแต่ละท่านทำธุรกิจหรือลงทุนไม่เหมือนกัน
เกริ่นเรื่องเศรษฐีร้อยล้านกันเสียนาน แต่เนื้อหาประเด็นที่ผมอยากนำมาฝากให้ท่านผู้อ่านได้ขบคิดกัน
ผมขอสมมติว่าท่านผู้อ่านทุกท่านเป็น ว่าที่เศรษฐีร้อยล้าน กันทุกคนผมขอตั้งคำถามกับว่าที่ฯ(ถ้าท่านใดมีร้อยล้านอยู่แล้วก็เป็น ว่าที่เศรษฐีพันล้าน) ทุกท่านว่า
ถ้าท่านเป็นเศรษฐีมีเงินร้อยล้านแต่ว่าลูกหลานของท่านกลับต้องมาทะเลาะบ่อแว้งกันเพื่อแย่งชิงทรัพย์สมบัติที่ท่านอุตสาหะหามาทั้งชีวิต ท่านจะมีความสุขไหม?
มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะครับ แบบว่า ขอให้มีร้อยล้านก่อนเถอะค่อยว่ากัน ปัญหาเรื่องแย่งชิงทรัพย์สมบัติกัน มีให้เห็นอยู่ทั่วไป ถ้าทะเลาะกันเลยเถิดบางรายถึงขั้นต้องฆ่าต้องแกงกันเลยก็มี ปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็เยอะ รับฟังมาก็มาก อย่าว่าแต่หลักร้อยล้านเลยครับ แค่หลักหมื่นหลักแสนยังเถียงกันไม่จบสิ้น ถ้าอย่างนั้นเราจะทำอย่างไรล่ะที่จะไม่ให้ลูกหลานทะเลาะกัน?
ตอบชัดๆเลย ผมเองไม่ก็ทราบแจ้งในวิธีการที่ชัดเจนในคำตอบนี้เช่นกัน แต่ผมรู้แน่ๆ ว่าความรักใคร่ปรองดองกันของคนในครอบครัว จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้แน่ๆ ตราบใดที่ลูกหลานหรือคนในครอบครัวยังรักใคร่กลมเกลียวกัน ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออก แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่คนในครอบครัวไม่ได้อยู่และไม่ได้ดูแลกันด้วยความรัก ไร้ซึ่งการเกื้อกูล ต่างคนต่างอยู่ เช่นบางครอบครัวในปัจจุบันที่มีหัวหน้าครอบครัวที่มุ่งมั่นแต่จะทำงานหาเงินมากเกินไป จนทำให้ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ออกจากบ้านไปทำงานแต่เช้า กลับมาก็ค่ำมืดดึกดื่น เวลาที่จะได้พบเจอลูกก็น้อย ก็เลยอาศัย “เลี้ยงลูกด้วยเงิน” โดยคิดไปว่าลูกคงมีความสุข แต่ในความจริงแล้วมันอาจไม่เป็นเช่นนั้น
เราควรให้ความสำคัญกับครอบครัวให้มาก
บางทีทรัพย์สินเงินทองที่เราหามาได้ อาจจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง เพราะความสุขที่แท้จริงอาจจะเป็นการที่เราได้อยู่กับครอบครัว ได้เห็นลูกหลานรักใคร่กัน
ยามเมื่อเราชราลง เรานั่งอยู่ที่เฉลียงหน้าบ้าน บ้านเห็นเด็กน้อยวิ่งเล่นกันไปมา แว่วได้ยินเสียงหัวเราะจากการพูดคุยจากลูกหลานที่ดังจางๆอยู่ในบ้าน แค่นั่นก็คงสุขใจมากแล้วสำหรับคนชราคนหนึ่ง (ถ้าจะให้สุขมากขึ้น ก็ต้องเปลี่ยนวลีเป็น…..แค่นั่นก็คงสุขใจมากแล้วสำหรับคนเศรษฐีชราคนหนึ่ง)
ขอให้ความร่ำรวยและความสุขสวัสดิ์จงมาสถิตแด่ท่าน
…[^,^]…
Nattapong Kh.
27/8/54
ปล.
รำรวยเงินทองแต่ว่ามีสุขภาพร่างกายที่ทรุดโทรมก็เห็นท่าจะไม่ดีนะครับ อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วย
Comments