เล่าสู่กันฟัง … 4 ปี จากร้านขายของขวัญสู่ร้านขายเครื่องเขียน … ฉบับล้มลุกคลุกคลาน

 

ผมเชื่อว่าหลายๆท่านคงมีแนวคิดอยากจะมีร้านค้ามีกิจการเป็นของตนเอง และ ผมก็เชื่อว่า “ร้านเครื่องเขียน” น่าจะเป็นหนึ่งในกิจการที่หลายๆท่านอยากจะมี ดังนั้นในบทนี้ผมขอแชร์ประสบการณ์การเปิดร้านเครื่องเขียนของผมครับ …

 

เรื่องนี้น่าจะยาวสักนิดนะครับ อยากเท้าความ บอกเล่าถึงความเป็นมาด้วย ดั้งนั้นงานเขียนบทนี้เลยออกแนว “เล่าสู่กันฟัง” เพราะ ก่อนหน้าที่ผมจะเปิดร้านเครื่องเขียนผมเปิดร้านขายของขวัญมาก่อนครั้ง ของขวัญบ่อยครั้งที่ผมเห็นถูกจับมาใส่ไว้ในร้านเครื่องเขียนจึงน่าจะเป็นการดีกว่าถ้าผมจะขอเล่ารวมเรื่องของร้านขายของขวัญด้วยเพื่อความครอบคลุมของเนื้อหา

 

ย้อนกลับหลายปีก่อนพรมลิขิตได้บันดาลชักพาให้ผมได้มาพบกับสาวสาวหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่ง ผมตกหลุมเธอและเรียนรู้กันอยู่พักใหญ่ๆ และในท้ายที่สุดผมกับเธอคนนั้นตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่กัน และ เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้น … ย้อนกลับไปเมื่อราว 4 ปี ก่อน ผมเจอคนประกาศ “เซ้งกิจการ” ร้านขายของขวัญ(ร้านกิ๊ฟช็อป) ร้านหนึ่งเป็นร้านอยู่ในตัวอำเภอ ทำเลอยู่ในตลาด ทำเลถือว่าพอไปได้ เปิดมานานแล้ว คุณแม่ผมเป็นลูกค้าประจำร้านนี้

 

พูดถึงเรื่องการเซ้งกิจการ ถ้าเราจะรับเซ้งต่อต้องเดาให้ออกว่าเขาเซ้งเพราะอะไร? … ถ้ากิจการการมีกำไรแต่เซ้งเพราะเหตุอื่นแบบนี้ดี แต่ถ้าเซ้งเพราะขาดทุนเราต้องไปทำการบ้านต่อว่าทำไมถึงขาดทุน … แต่ในกรณีนี้ผมมองว่าร้านนี้ไม่ได้เซ้งเพราะขาดทุน น่าจะเซ้งเพราะเรื่องอื่น(ตอนแรกๆ เจ้าของเก่าแกก็ไม่บอกว่าจะไปทำอะไร แต่มารู้ทีหลังว่าหลังจากที่แกเซ้งไปแล้วไปเปิดร้านขายกระเป๋า) … แต่ในกรณีนี้ผมเดาว่าน่าจะใช่เรื่องการขาดทุน เพราะ กิจการน่าจะมีกำไรเพราะเจ้าของเก่าเองก็เปิดมาตั้ง 7-8 ปี

 

ถ้าเซ้งมาจริงผมเองคงไม่ได้เป็นคนทำ เพราะผมมีงานประจำที่ต้องทำอยู่ … เลยถามว่าแฟนว่าสนใจหรือไม่ … เธอก็สนใจครับ ใจหนึ่งก็อยากมาอยู่ใกล้ๆเรา ใจหนึ่งก็อยากจะลองเปิดกิจการบ้าง เพราะ ตอนนั้นทำงานอยู่คนละจังหวัด … ในท้ายที่สุดเธอก็ตอบตกลง เธอลาออกจากงานธนาคาร ออกจากเมืองใหญ่ ออกมาเปิดร้านค้าเล็กๆในตัวอำเภอที่ห่างไกลในต่างจังหวัด พูดไปก็ซึ้ง … ช่างน่าปลาบปลื้มจริงๆ

 

สรุปก็เซ้งกิจการมาครับ ในราคา 200,000 บาท เช่าที่เดือนละ 9,000 บาท เงินจำนวนนี้ผมกับแฟนเองก็พอมีอยู่บ้างน่า หยิบยืมก็ไม่มาก น่าจะพอไหว เอาลุย!!!!

 

ของขวัญซื้อที่ไหน?

 

ของขวัญกิ๊ฟช็อปแทบไม่ต้องเอ่ยเลยครับว่าของซื้อที่ไหน เพราะแน่นอนว่าที่นั่นคือ “ตลาดสำเพ็ง” ย่านเยาวราชอย่างแน่นอน(ถึงแม้จะมีย่านอื่นบ้างแต่ที่สำเพ็งเยอะสุด แต่ถ้าเป็นงานฝีมือผมจะซื้อที่ตลาดนัดจตุจักรครับเพราะแบบเยอะกว่าหลายๆร้านถ้าซื้อราคาส่ง ราคาถูกสำเพ็งก็หลายอย่าง) … ผมกับแฟนเป็นคนต่างจังหวัด นานๆเข้าเมืองกรุงที และแทบไม่เคยขับรถเข้าด้วยตัวเองเลยสักครั้ง เรียนตามตรงครับ ช่วงแรกผมหลงระเบิดเทิดเทิง อาศัยไปตั้งแต่ตอนดึกๆ หลงรถจะได้ไม่ติด หลงอยู่นาน ตลาดสำเพ็งเองก็เปิดเช้าครับ ตี 3 ตี 4 ของก็ตั้งเต็มแล้ว ยิ่งช่วงเทศกาลปีใหม่ตั้งร้านกันตั้งแต่ ตี 1 นู่นนนน …

 

สมัยนั้นออกจากร้านก็ราวเที่ยงคืน กลับถึงก็บ่ายสี่บ่าย 5 โมงเย็น ไปสำเพ็งเดือนละครั้ง 2 ครั้งตามฤดูกาล ขายดีไปบ่อย ขายไม่ดีสองเดือนไปที ยุ่งๆงานเยอะๆนี่ไม่กลัวครับ สบายวัยลุ่ย แต่ไอ้ที่ขายไม่ได้นี่สิหนักใจวัยรุ่นจริงๆ

 

กำไรต่อหน่วยเยอะหรือไม่?

 

สินค้านี้ประเภทนี้กำไรต่อชิ้นเยอะครับเพราะมันเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย หลายๆรายการ 100%+ แต่ด้วยความที่มันเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยจึงทำให้มันขายไม่ได้ทุกช่วงของปี …

 

ผมจำได้ดีกับ “เทศกาลปีใหม่” ครั้งแรกของการเปิดร้านเรียกได้ว่ามันเป็นช่วงเวลา ทองๆๆ …  ขายกันสะบั้นหั่นแหลก ต้องกะเกณฑ์ญาติพี่น้องมาช่วยกันขายแทบหมดบ้าน เพราะ ขายไม่ทัน … เปิดตั้งแต่เช้ายันดึก ยืนกันขาแข็ง น่องโป่ง … สองเดือนผ่านไปหมดหน้าเทศกาลนับๆเงินดู หูยยยๆๆๆๆ กำไรเป็นแสน ปร๊ะ แบบนี้ปีสองปีก็คืนทุนแล้วมั้ง?!?! … อิ่มเอิบสุดๆ

 

ภาพเด็กๆ เข้าร้านกันแบบแน่นๆยามเลิกเรียก ช่วงฤดูกาลจับของขวัญ

ของขวัญ 3 (2)

 

 

 

แต่หารู้ไม่ว่าของจริงกำลังจะมา … ช่วงปิดเทอม ขายแทบไม่ได้เลย บางวันเปิดบิลไม่ได้ก็มี ช่วงปิดเทอมนี่เงียบจนน่าใจหาย ผมคุยกับภรรยาว่าจะไปรอดหรือเปล่าเนี่ย 555+ … พูดแล้วก็น่าเจ็บใจ เพราะ ตอนที่กำไรเยอะฟูฟ่าช่วงนั้นถึงแม้ว่าจะสำรองไว้บ้างก็จริง แต่เก็บไว้น้อยเกินไป ไม่พอกับฤดูการอดอยากปากแห้งที่ยาวนานหลายเดือน ยังดีที่ผมยังทำงานประจำยังพอถูๆไถๆไปได้

 

หมดไป 1 ปี … 1 ปีที่ผ่านมานี้ทำให้ผมรู้จักกับคำว่า “วัฎจักรทางธุรกิจ” ร้านขายของวัญมีช่วงที่ขายดี มีช่วงที่พอขายได้ และ มีช่วงที่ขายไม่ดี ดั้งนั้นในปีถัดไปผมต้องจัดสรรเงินทองให้ดีกว่าเดิม

 

รายได้ต่อเดือนหละ … เป็นอย่างไร?

 

รายได้อยู่ที่ราวๆ 10,000 – 15,000 บาทต่อเดือน น่าจะราวๆนี้จำแม่นๆไม่ได้ เงินจำนวนนี้เป็นยอดเงินหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว หักค่าตึกเดือนละ 9,000 บาท หักค่ากินเพราะใช้เงินร้านจ่ายทั้งหมด … ถ้าพิจารณาเป็นยอดก่อนหักก็คงได้ราวๆ 20,000 กว่าๆ ก็พออยู่ได้ครับ เพราะผมเองก็มีเงินเดือนก็ช่วยๆกันไป

 

การทำบัญชีลักษณะนี้ทำได้ง่ายครับ หมูมาก รับมาจ่ายไปเหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น แต่ทำไปทำมามั่วครับงง รับเอง จ่ายเองงงเอง ทะเลาะกันจ้อย 555+ … แต่พอครบรอบปีต้องอย่าลืมมาตรวจนับสต็อกเพื่อดูกำไร(ขาดทุน)จากสินค้าคงเหลืออีกครั้งหนึ่งนะครับ เพราะ ถ้าเราไม่นับสินค้าเราจะไม่รู้เลยว่าเรากำไรจริงๆเท่าไหร่

 

เรื่องเงินเรื่องทองก็พอได้ครับ แต่สิ่งที่ได้มาคืเวลา …. ภรรยาผมว่างจัด เวลาเหลือเยอะ ฟุ้งซ่าน ธาตุไฟเข้าแทรกตลอด ต้องหาอะไรทำตลอดเวลา ไม่งั้นเธอบอกว่าเหงา เฉาตายพอดี เลยหานู่นนี่นั่นมาขายเพิ่มเติม ที่ผมเห็นเธอทำนะครับ เช่น พับนกพับดาวใส่โหล พับเหรียญส่งร้านสังฆภัณฑ์ หานู่นนี่นั่นมาวางขายหน้าร้าน กำไรบ้างขาดทุนบ้างก็ว่ากันไป ฯลฯ

 

ดาวกระดาษที่พับแล้วกรอกใส่โหล ผูกริ้บบิ้นสีสวยก็เพิ่มมูลค่าได้พอสมควรครับ

ของขวัญ 3

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เวลามันเดินเร็วยิ่งนัก … ฟิ้วววววว … สองปีผ่านไปไวเหมือนโกหก

 

ในที่สุดก็มาถึงเนื้อหาใจความหลักของบทนี้ … ร้านเครื่องเขียน

 

ในเวลานั้น ณ ตลาดแห่งเดียวกันนั้นมีคนประกาศปล่อยให้เช่าตึก ขนาด 2 ชั้นครึ่งจำนวน 2 คูหา ซึ่งอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังมองหาทำเลแห่งใหม่เพื่อใช้ในการขยับขยายพอดิบพอดี

 

สภาพตึกก่อนปรับปรุง

ร้านเครื่องเขียน

 

ทำไมถึงอยากเปิดร้านเครื่องเขียน?

 

เหตุผลประการแรกเลย คือ เราขายของขวัญเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การขยับขยายแตกไลน์ออกมาขายเครื่องเขียนด้วยก็น่าจะไปได้ เพราะ สินค้าสองอย่างนี้สามารถขายคู่กันได้ ลูกค้าเก่ามี แหล่งซื้อก็พอรู้

 

ประการที่สอง เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนอำเภอนี้ เพราะ ในรัศมี 2 กิโลเมตรจากอาคารใหม่นี้มีโรงเรียนประถม มีโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ มีโรงเรียนเทคนิค และ กำลังจะมีมหาวิทยาลัย ประกอบกับทำเลนี้เป็นทำเลที่ดีมีผู้คนผ่านไปมาน่าจะทำการค้าได้ง่าย

 

ประการที่สาม คู่แข่งมี 2 ราย แต่ ณ เวลานั้นผมมองว่าคูยังไม่แข็งมาก น่าจะเจาะช่องว่าแทรกตัวเข้าไป และ น่าจะเบียดขึ้นเบอร์ 1 ในย่านนั้นให้ได้

 

ด้วยเหตุผลดังนี้ผมเลยตัดสินใจลงทุนขยายร้าน เปลี่ยนมาเช่าที่ใหม่

 

ผมใช้เงินลงทุนเพิ่มประมาณ 1 ล้านบาท และแบ่งส่วนเงินลงทุนออกเป็นดังนี้

-ค่าตกแต่งสถานที่ 200,000 บาท

-ค่าสินค้า 500,000 บาท

-เงินสำรอง 300,000 บาท

 

สินค้าซื้อที่ไหน?

 

อันดับแรกเลย คือ การไปเลือกซื้อของด้วยตนเอง ที่สำเพ็งมีร้านเครื่องเขียนใหญ่ๆ หลายร้านเช่น ร้านยูเนี่ยนสเตชั่นเนอรี่ ร้านยงเจริญ ร้านย่อยของMG และร้านขายของลิขสิทธิ์ของดิสนีย์ดินสอยางลบกล่องดินสอ ฯลฯ เช่นร้าน OK station ร้าน Be gift เป็นต้น เดินๆวนไปวนมาแถวนี้ก็ได้ของเยอะแล้วครับ

 

ต่อมาคือการโทรไปหาผู้ผลิต อันนี้ก็ไม่ยากครับ นึกชื่อแบรนด์อะไรออกก็ค้นเข้าไปในกูเกิ้ลเลยครับ ค้นได้เบอร์ก็โทรสั่งซื้อเลยครับ … แต่ชื่อผม ผู้ผลิตหลายๆรายเขาคงจะไม่ขายเรา … อ้าววว แล้วบอกเพื่อ?!! 5555+ … โดยมากเขาจะไม่ขายเราโดยตรง แต่เขาจะขายผ่านตัวแทนจำหน่าย ดังนั้นเราก็ต้องถามต่อครับว่า ถ้าเราอยู่ตรงนี้มีตัวแทนไหนใกล้ที่สุด เราจะสามารถติดต่อเขาได้อย่างไร ข้อดีของการซื้อผ่านตัวแทนแบบนี้คือ เขาจะมาส่งถึงที่ไม่ต้องเดินทางไปซื้อเอง บางรายมีเครดิตให้ถ้าเรามีหน้าร้าน มีการจดทะเทียบบริษัท(ผมจดทะเบียนเปิดเป็นในรูปแบบของบริษัท) แต่ข้อเสียคือต้องซื้อเยอะแบบมีจำนวนสักนิด

 

แหล่งสุดท้าย คือ เซลล์วิ่งเข้ามาหาเอง หลังจากเปิดหน้าร้าน สินค้ามีแบรนด์บ้างไม่มีบ้าง ก็เลือกซื้อกันตามอัธยาศัย

 

กำไรต่อหน่วยเยอะหรือไม่?

 

ราคาต่อหน่วยเครื่องเขียนโดยรวมอยู่ที่ 10-40% ขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัยเช่นถ้าสินค้ามีแบรนด์เราทำราคาได้ไม่สูงแน่นอนเพราะมีเจ้าใหญ่ๆที่คอยกำหนดราคากลางสินค้านั้นอยู่ เช่น กระดาษ อันนี้หนักเลย โดยเฉพาะกระดาษยี่ห้อดังๆ กำไรน้อยมาก เพราะราคากลางมี ยิ่งด้วยเราเป็นร้านเล็กๆซื้อสินค้าที่ละไม่มากส่วนลดก็จะมาน้อย หักค่านู่นนี่นั่นกำไรขายกระดาษแทบไม่มี สินค้าที่มีกำไรก็มีครับแบรนด์รองลงไปต้นทุนถูกกว่าขายอัพราคาได้ก็คละเคล้ากันไป

 

อีกอันหนึ่งที่น่าสนใจคือการเลือกซื้อสินค้าที่จัดโปรโมชั่น เพราะ ช่วยถัวต้นทุนได้เยอะครับ … เช่น ปากกาจัดโปรฯ ซื้อสามกระปุก(กระปุกละ 50 ด้าม) แถมกระปุก ทำให้ต้นทุนต่ำลงเยอะ พักหลังๆนี่ก็จ้องกันแต่โปรฯนี่ละครับ

 

ราคากลางหาจากที่ไหน?

เป็นคำถามที่หลายคนสนใจ ถ้าเราสนใจไปที่การค้าปลีกดังนั้น ราคากลางในที่นี้ผมอนุมานว่าเป็นราคาที่เจ้าใหญ่ๆขายปลีก ณ เวลานั้นๆ เจ้าใหญ่ๆ เช่น ร้านแบรนด์ใหญ่ที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้าครับ ขอแคทตาล็อกเขามาศึกษาราคาและรายละเอียดได้ครับ … แต่ถ้าเราสนใจว่าตัวที่จะเป็นร้านค้าส่ง ส่งเข้าโรงงาน ส่งเขาหน่วยงานราชการ ราคากลางอาจจะไม่ใช่ราคาร้านค้าปลีกตามห้าง เพราะ ในกรณีนี้ต้องเป็นเจ้าใหญ่ในลักษณะอื่น ถ้าอยากรู้ลึกเพิ่มเติมในส่วนนี้อาจจะต้องไปสืบค้นกันเองนะครับ

 

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เคยลองขายแบบจัดส่งเข้าโรงงานบ้าง แต่ก็ถอยออกมาเพราะเจ้าใหญ่แข็ง ขายได้กำไรน้อยมากแถมต้องขายเครดิตอีกต่างหากและด้วยหลายๆปัจจัย ผมจึงเน้นมาที่ขายปลีกหน้าร้านเป็นหลัก ราชการก็เคยมีเข้ามาติดต่อแต่ปฎิเสธไปเพราะยังไม่ทันจะได้ขายโดนค่าน้ำชาเสียแล้ว [-_-“]

 

ภาพนี้น่าจะถ่ายเมื่อตอนปีใหม่ วันที่ 1 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมาครับ ปีนี้ขายกันแบบนอนสต๊อป

หน้าร้าน

 

รายได้ต่อเดือนหละ … เป็นอย่างไร?

ผมว่าผมพยายามประหยัดงบตกแต่งให้น้อยที่สุดเลือกใช้การทาสีแทรการบิวท์สวย เลือกหาซื้อชั้นมือสองมาแทนการซื้อใหม่ แต่ก็มาวายเกินงบส่วนนี้อยู่ดี ทำให้เงินไปกินในส่วนของเงินซื้อสินค้า … ในปีแรกของกิจการร้านเครื่องเขียนของผมขาดทุนแบบถล่มทลายจากเหตุผลดังนี้

 

จาก … “คำนวณผิดพลาด”

ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวจากขนาดของร้าน ค่าเช่าตึก ค่าน้ำค่าไฟที่เพิ่มขึ้น ค่าพนักงาน ค่าผู้สอบบัญชีที่แต่ก่อนไม่มี แต่พอมาเปิดบริษัทก็ต้องมี ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นจากเมื่อครั้งยังเป็นร้านกิ๊ฟช็อปไม่มาก สรุปก็ขาดทุน โดยเงินส่วนที่ผมหันสำรองไว้ สองแสนบาทแทบจะหมดไปกับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ สองปีที่ผ่านมาขาดทุนประมาณว่าขาดทุน 8 เดือน รอกำไรช่วงขายดีไปถัวอย่างเดียวเลย

 

จาก …  “ความประมาท”

ผมประมาทคู่แข่งเกินไป หลังจากที่ผมเปิดร้านได้มานานผมก็โดนคู่แข่งตีโต้ด้วยการที่เขาขยายสาขา เพิ่มจาก 1 เป็น 2 ตอนนี้จาก 2 เป็น 3 สาขา แบบวางหมากหลายจุด สกัดดาวรุ่งจนผมร่วง … หมัดนี้เล่นเอาผมเกือบน็อค แต่เมาหมัดนอนฟุบอยู่นานกว่าจะตั้งหลักได้

 

พอเข้าปีที่ 2 ผมเริ่มลดต้นทุนของตัวเองลงจาก เปลี่ยนลดพนักงานลง เปลี่ยนพนักงานประจำเป็นพาร์ทไทม์ ขยายเวลาการขายให้มากขึ้น … ตอนนี้ก็พออยู่ได้ครับ จากขาดทุนถล่มทลาย เริ่มขยับมามีกำไรบ้าง ตอนนี้กำไรจากร้านก็ราวๆ 20,000 บาทต่อเดือน (ผ่านมาหลายปีแล้วแต่กำไรตอนนี้กลับมาเท่าเดิมจากร้านก่อน ฮา 5555+) แต่รูปแบบบัญชีทำต่างออกไป จากที่เคยขายๆไปลบจ่ายเหลือเท่าไหร่ก็กำไร แต่ตอนนี้ทำเป็นในรูปแบบบริษัท มีรายการรายรับชัดเจน รายจ่ายชัดเจน จ่ายเงินเดือนตัวเองทุกเดือนไม่เหมือนก่อน …

 

ลงทุนไปล้านหนึ่ง รายได้เดือนละ 20,000 กว่าๆ เอิ่มมมก็นะ 555+ มันน้อยไปแต่ก็ยังดีที่ว่าการที่เปิดกิจการเองยังมีเวลาไปทำอย่างอื่น เวลาปกติภรรยาผมนอกจากจะดูร้านเครื่องเขียนแล้วยังช่วผมดูเรื่องอสังหาฯที่ผมทำด้วย และก็หาของอื่นมาขายเสริมขายตระกร้าหวาย เปิดร้านส้มตำ(เจ้งไปแล้ว) ลองทำนู่นนี่นั้นไปเรื่อยก็พอมีรายได้เข้ามาบ้าง แต่ก็นะ ทำอย่างอื่นพอมีรายได้ก็ดีอยู่หลอก แต่รายได้จากกิจการหลักจากร้านเครื่องเขียนมันยังน้อยเกินไป และที่สำคัญผมมองว่า มันยังไม่ตัน มันยังไปได้อีก แต่ผมแค่ยังทำมันได้ไม่ดีพอแค่นั้นเอง

 

จากเซ้งร้านของขวัญทำมา 2 ปี เปลี่ยนร้านขยายร้านด้วยใจที่ฮึกเหิมทำได้ 1 ปีเจอคู่ต่อสู้ชกร่วงคาสังเวียน ผ่านไปอีก 1 ตอนนี้ผมยืนขึ้นได้แล้ว ถึงแม้ขาผมจะสั่นแต่ก็สั่นสู้ ตอนนี้ผมตระเตรียมเงินลงทุนก้อนใหม่ไว้หลายแสนบาท เอาไว้ขึ้นสังเวียนรอบใหม่ แล้วเจอกัน ฮึๆๆ …

 

ในท้ายที่สุดนี้ผมขอบอกกับทุกท่านว่า … สู้เขานะ!!! ….
(เอ่อ บอกใคร? … น่าจะบอกตัวเองมากกว่านะ 555+)

 

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะบทความนี้น่าจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับทุกท่านได้บ้าง

 

ขอบคุณครับ

 

…[^_^]…

 

ปล.
- ถ้าท่านใดสนใจไปซื้อของหรือไปดูสินค้าผมฝากบทความเก่าๆสักบทครับ เป็นข้อคิดๆเล็กๆน้อยๆในการเดินตลาด  …

ข้อคิดเห็น 4 ประการ สำหรับผู้ที่จะไป “ตลาดสำเพ็ง” http://goo.gl/j9ok0X

มาม่ากับปลากระป๋อง

ผมนักเดินทาง "ล่าฝัน" บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า "ชีวิต" ระหว่างทางผ่านประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย เลยคว้าคีย์บอร์ดขึ้นมาพิมพ์แทน "ปากกา" ใช้บล็อก Creativeshooter.com แทน "สมุด" เพื่อบันทึกและแบ่งปันการเดินทางในครั้งนี้

More Posts - Website