4 เคล็ดลับที่ครอบครัวสอนผมเรื่อง “เงิน”

Be Sociable, Share!

ปัญหาเรื่องเงิน เป็นปัญหาสุดคลาสสิคที่คนทุกผู้ทุกนานต้องเจอ
หนึ่งในต้นตอสำคัญของปัญหาเรื่องเงินคือการ “การใช้เงินเกินตัว”
ซึ่งการใช้เงินเกินตัวนี้จะเป็นนิสัยที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาทางด้านการเงินเรื้อรังได้ในอนาคต

เรื่องเงินๆทองๆ ผมมองว่าต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่เด็กๆ ให้รู้ถึงเด็กความสำคัญของมัน
ในบทนี้ผมจึงขอแชร์ “เคล็ดลับ” ของตลอดหลายสิบปีที่ครอบครัวผมได้สอนผมไว้
เพื่อให้ผมใช้เงินอย่างเหมาะสม … ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์เก็บไปใช้ได้เลยครับ

 

1. อยู่กับความจริง

ครอบครัวบางครอบครัวตามใจเด็กมาก ด้วยความรักความเอ็นดูหรืออะไรก็ตามแต่
จึงให้เงินไว้ใช้จ่ายเงินแบบเกินพอดีตั้งแต่เด็ก โดยที่มันมากเกินความจำเป็น
ซึ่งในบางทีมันมากเกินกว่าฐานะที่ครอบครัวมี และ ไม่อยู่กับความจริง
ข้อนี้สำคัญมากเพราะถ้าไม่สอนให้รู้แต่เด็ก รอจนรู้เองตอนโตบางที่อาจสายเกินไป

เหตุการณ์สำคัญของครอบครัวผมที่ผมจะยกมาเรื่องนี้ ได้สอนให้เราอยู่กับความจริง
ไม่ฟุ้งเฟ้อ เพราะ อะไรก็ไม่แน่นอน … และท่านบอกให้ทุกคนในครอบครัวรับรู้

บ้านผมเป็นครอบครัวข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่เพื่อการศึกษาที่ดีของผม
พวกท่านจึงส่งผมเรียนอนุบาลและประถมในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง
เพื่อนได้เงินค่าขนมเยอะ ผมจึงไปร้องขอเพิ่มบ้าง ในท้ายที่สุดแม่ก็ยอมให้เพิ่ม
ทุกอย่างเหมือนจะราบรื่น …. แต่แล้วมันก็เปลี่ยนไปเมื่อ …

ครอบครัวเรามีหนี้หลักล้านบาทที่เกิดจากความผิดพลาดจนสิ้นเนื้อประดาตัว

พวกท่านเลือกที่จะบอกความจริงกับผม ให้รับรู้ถึงปัญหาการเงินที่เกิดขึ้น
ถึงผมจะยังเด็กมากแต่ผมก็เข้าใจว่ามันสถานการณ์สาหัสเพียงไหน
เงินค่าขนมผมได้น้อยลงมากสวนทางกับน้ำตาของแม่ที่ไหนออกมามากขึ้นๆ
ทุกครั้งที่ยื่นเงินให้ผมแล้วบอกให้ตั้งใจเรียน

ซึ่งผมจำมันได้แม่นและรู้สึกได้เลยว่าเงินมีค่ามากแค่ไหนในยามเราไม่มีมัน

ผมยังคงเรียนที่เดิมแต่ค่าขนมถูกลดลงไปมากซึ่งผมก็เข้าใจเพราะรู้สึกได้ว่าเรากำลังลำบาก
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นต้นมาครอบครัวเราใช้เงินอย่างรอบครอบและตามสถานะจริงตลอดมา

 

 

2. ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

เด็กๆจะซึมซับ กับสิ่งที่พ่อกับแม่ทำเป็นอย่างดี บอกอย่างเดียวไม่มีประโยชน์ถ้าตัวเองทำไม่ได้
บอกป่าวๆว่าให้ลูกขยันแต่ ตัวเองกลับนั่งดูแต่ทีวีทุกวี่วัน บอกให้ประหยัดแต่ตัวกลับฟุ่มเฟือย
ประเด็นนี้อาจจะเข้าสุภาษิตไทยที่ว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” พ่อแม่เป็นแบบไหนลูกก็ไม่แคล้ว
ความขยัน ประหยัด มัธยัสถ์ อดออม สิ่งเหล่านี้มันค่อยๆซึมเข้ามาจนไหลอยู่ในตัวผมจำนวนมาก
พวกท่านทำให้ดูจนแทบไม่ต้องสอนกันเลย เพราะ พวกท่านทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาปกติ

“พ่อคือสุดยอดไอดอลนักออมผู้เชี่ยวชาญพิเศษในการหยอดกระปุกออมสินมากในสายตาของผม”

สมัยยังเด็ก ผมกับพ่อเราจะมีกระปุกออมสินคนละตัว ของพ่อเป็นกระปุกหมูที่หน้าตาเหมือนม้าที่ตัวใหญ่มาก
ของผมเป็นกระปุกหมูตัวน้อยในแต่ละวันเราจะมาหยอดกระปุกพร้อมกัน พ่อหยอดกระปุกม้ายี่สิบ
ผมหยอดกระปุกหมูสองบาท พ่อเติมให้อีกสองบาท พอมันเต็มพ่อก็จะพาผมไปธนาคารออมสิน
เพื่อไปฝากเงินด้วยกัน แล้วก็จะได้ของขวัญจากธนาคารด้วย

กระปุกหมูออมสินของพ่อเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของผม เพราะเมื่อแกะมันออกมาเมื่อใด
มันจะมีเหรียญจำนวนมาก และมีแบ็งค์กองเป็นภูเขาเลากา เมื่อผมช่วยนับผมจะได้ค่านับด้วย
กระปุกหมูของพ่อตัวนี้น่าจะเป็นพี่ผม เพราะตั้งแต่ผมจำความได้ผมก็เห็นมันตั้งอยู่ในบ้านแล้ว
กว่าจะลากออกมาถ่ายรูปได้ทุลักทุเลพอสมควรเพราะหนักมาก พ่อผมยังคงหยอดกระปุกนี้อยู่เดิม

กระปุกออมสินหมูแดงยักษ์ของพ่อเมื่อเทียบกับผลส้ม

 กระปุกออมสินหมูแดงยักษ์

 

3. เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องมีที่มาที่ไป

ผมสอบติดโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด วันแรกๆไปโรงเรียน แม่ผมให้การบ้านมาข้อหนึ่ง
ท่านถามผมว่า … “ไปโรงเรียนต้องใช้เงินวันละกี่บาท?”  คำตอบต้องมีเหตุผลและต้องมีที่มา
หลายวันผ่านไปผมมาส่งการบ้านพร้อมกับรายละเอียดที่จำเป็น

-ค่ารถเมล์ ค่าเดินทาง
-ค่าอาหารเช้า
-ค่าอาหารกลางวัน
-จิปาถะต่อสัปดาห์

จำได้ว่าคุณแม่พอใจกับรายการของผม และถามผมกลับมาว่า “ค่าข้าวนี่พิเศษหรือธรรมดา?”
ผมตอบว่าธรรมดา แม่บอกผมว่า “เราเป็นคนกินจุงั้นเดี๋ยวแม่เพิ่มให้อีกหน่อยไว้กินพิเศษ”
พอขั้น ม.ปลายก็ขยับค่าขนมอีกครั้ง ทำการบ้านใหม่ ผมสอบติดมหาวิทยาลัยก็ทำแบบเดียวกัน
ถ้าจำไม่ผิดตอนมหาวิทยาลัย ผมใส่รายละเอียดขอค่าน้ำอัดลมทุกมื้อด้วย จำได้ว่าแม่ขำมาก
แต่ก็ให้เพิ่มมาตามที่ขอ

ทักษะนี้ที่แม่สอนผม ท่านสอนถึงแก่นว่า “เพียงพอ” และ “จำเป็น” อยู่ตรงไหน

น้องสาวผมคนหนึ่งก็เช่นกัน ตอนนี้เธอเรียน ป.ตรี อยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ
เธอได้การบ้านแบบเดียวกับที่ผมเคยได้ “ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงอยู่ได้”
เธอก็ร่ายรายการค่าใช้จ่ายออกมา เราก็เห็นสมควรตามนั้น ….

(เงินเพื่ออุปกรณ์การเรียน หนังสือเรียน หนังสือทุกชนิดแม่ผมเต็มที่ เท่าไหร่ไม่ว่ากัน เบิกได้ตามใบจริงอ้างอิงตามใบเสร็จ)

 

 

4. จัดการเงินของตัวเองให้ดีที่สุด

-จัดการกับค่าขนม

หลังจากได้ค่าขนมมาแล้วต้องจัดการเงินของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่มีให้เพิ่ม!!!
ถ้าเงินตัวเองเก็บได้เท่าไหร่เหลือเท่าใดเอาไปซื้ออะไรมาว่ากัน ท่านให้สิทธิเต็มที่
ท่านเด็ดขาดเรื่องนี้มาก ถ้าเงินไม่พอจัดการไม่ได้ท่านจะถามถึงที่มาที่ไปว่าเงินไปไหนทันที
ถ้าเหลวไหล ฟุ่มเฟือยจะโดนตำหนิทันที …

ถ้าอยากได้อะไรเป็นพิเศษล่ะ … คำตอบ คือ ต้องหาเอง
สมัยผมเรียนมหาวิทยาลัยผมจึงสารพัดทำงานพิเศษ เด็กเสริฟร้านกาแฟ แจกใบปลิว สอนพิเศษ ฯลฯ
น้องผมผลออกมาก็เหมือนพี่มัน ตอนนี้รับจ๊อบทำงานพิเศษอยู่ร้านฟาสฟูดส์ข้างมหาวิทยาลัย
ผมถามว่าถ้าให้เงินน้องตามใจเราที่เราอยากให้ได้หรือไม่ น้องจะได้ไม่ลำบาก
ให้ได้ครับแต่ ผมจะตอบคำถามนี้อย่างไร … ถ้าต่อไปน้องเรียนจบออกไปทำงาน
แต่แล้วได้เงินเดือนน้อยกว่าที่พ่อแม่ให้ล่ะผลจะเป็นอย่างไร?

-จัดการกับบัตรเครดิต

นอกจากจัดการเงินสดแล้ว ยังต้องละเว้นบัตรเครดิตด้วย เพราะ บัตรเครดิตมันไม่ใช่เงินของเรา
ตอนผมจบเรียนจบใหม่ๆ แม่ผมเน้นมากเรื่องบัตรเครดิตบอกว่ายังไม่อยากให้ผมมีบัตรเครดิต!!
เมื่อเรียนจบท่านเรียกผมมาคุยเล่าและบอกถึงคุณโทษของบัตรเครดิตให้ผมฟังว่าเป็นอย่างไร
มันอันตรายแค่ไหนถ้าไม่มีวินัยทางการเงิน รวมทั้งผลที่จะตามมา มีได้แต่แม่บอกว่ายังไม่ใช่ตอนนี้
ท่านมองออกว่าผมเป็นอย่างไรจึงขอไว้เช่นนั้น ผมทำงานมาก็หลายปี ก็ยังไม่มีบัตรเสียที
จนลืมไปเลยว่าเคยอยากมีบัตรเครดิตไว้รูดโก้กับเขา … ครอบครัวผมใช้เงินสดเป็นหลัก
บัตรมีไว้ใช้เมื่อเจอสินค้า 0% หรือ ใช้แทนเงินสด ตอนนี้บ้านผมมีบัตรเครดิต 5 ใบ
แม่มี 2 ใบ ภรรยาผมมี 2 ใบ พ่อ 1 ใบ และ ผมไม่มีบัตรเครดิต

 

-จัดการกับสมบัติและมรดก

ที่ดินและบ้านในสวนผม ถูกนายหน้าทาบทามซื้อทางเป็นเทือก ในราคาที่เย้ายวนใจ
ครั้งหนึ่ง คุณตาบอกลูกๆหลานๆพูดลอยๆ ในโต๊ะทานข้าว เพื่อสอน และ เตือนสติ ลูกหลาน
ในช่วงที่ดินกำลังร้อนแรงนี้ว่า …

“อยากได้อะไร อยากซื้ออะไร ก็เก็บเงินเอาใหม่ สะสมเอาใหม่ เก็บอย่างอดทน …
อย่าขายที่ ขายสมบัติที่มี … การขายเพื่อไปซื้อสิ่งที่อยากได้มันไม่ถูก …
เพราะถ้าทำอย่างนั้นเดี๋ยวอีกหน่อยก็ไม่เหลือที่ให้อยู่และจะทำมาหากินได้อย่างไร”

สิ่งที่คุณตาบอกนั้นมันชัดเจนกระจ่างแจ้งว่า นอกจากดูแลรักษาเงินทองของตัวเองแล้ว
ยังต้องจัดการดูแลสมบัติที่ทรัพย์สมบัติที่ปู่ย่าตายายทำไว้ให้ด้วย พร้อมทั้งเตือนสติว่า
อย่าขายเอามรดกของบรรพบุรุษเพื่อสนองความต้องการส่วนตน …

 

นี่คือสี่เคล็ดลับที่ครอบครัวบอกสอนเรื่องเงินแก่ผม ท่านสอนแก่ผมให้ผมใช้เงินอย่างระมัดระวัง
… มีแบบอย่างที่ดี รู้จักคำว่าพอดี มีเหตุผลที่ดี และ รู้จักรักษาสิ่งที่ตัวเองมี

 

สุดท้ายนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเคล็ดวิชาเล็กๆน้อยของครอบครัวผมเหล่านี้
จะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกๆท่านได้บ้างนะครับ

 
…[^_^]…

 

ปล.

-สามารถติดตามอ่านเรื่องราวงานเขียนของผมได้ในบล็อกนี้นะครับ … http://goo.gl/aE4zV

อ้างอิง ข้อ 1. บอกความจริง และ ข้อ 2. ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ตัดมาจากบทเต็มบทนี้ครับ
… รู้สึกตัวอีกที สินทรัพย์จากที่เคยติดลบ กลับ ทะลุสิบล้าน ไปแล้ว!!! http://goo.gl/gWTSn

ข้อ 4. เรื่องมรดกอ้างอิงจากกบทเต็มบทเรื่องอสังหาฯในบทนี้ครับ
มีคนมาเสนอซื้อบ้านและที่ดินของผมในราคา 15 ล้าน และ ผมไม่ขาย http://goo.gl/BlBLK

 

ปัญหาเรื่องการใช้เงินเกินตัวนั้นย่อมก่อให้หนี้สินจำนวนมาก
หนี้สินส่วนบุคคลส่งผลย่อมส่งผลถึงครอบครัว และส่งผลถึงประเทศชาติในที่สุด
คิดในอีกมุม การดูแลหนี้สินของตัวเองนั้นเป็นการช่วยชาติได้อีกทางหนึ่ง …

 

 

Be Sociable, Share!

มาม่ากับปลากระป๋อง

ผมนักเดินทาง "ล่าฝัน" บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า "ชีวิต" ระหว่างทางผ่านประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย เลยคว้าคีย์บอร์ดขึ้นมาพิมพ์แทน "ปากกา" ใช้บล็อก Creativeshooter.com แทน "สมุด" เพื่อบันทึกและแบ่งปันการเดินทางในครั้งนี้

More Posts - Website