ลงทุนมา 8 ปี พอมีกำไรบ้าง … วันนี้เลยมาเล่าสู่กันฟัง!!!

ก่อนเล่าขอ “เปิดปอด” โชว์ก่อนเลย … เพื่อนๆที่อ่านจะได้ไม่นึกเสียใจภายหลัง!!! 555+

มีสองปอดครับ บอกได้เลยว่าปอดแต่ละข้างนั้น … มีขนาดกำลังน่ารักน่าชัง ทีเดียว

พอร์ท มาม่ากับปลากระป๋อง 1

 

พอร์ท มาม่ากับปลากระป๋อง 2

 

ผมเป็นนักลงทุนสายเน้นคุณค่า …

ดูหุ้นโดยใช้หลักวิชาการ แต่ในท้ายที่สุดก็เดาว่าตัวไหนจะโต สรุปคือ … เทคนิคดูแล้วก็เดา
อาศัยตรงที่ว่าเป็นเงินเย็นไม่รีบใช้แต่ประการใด หรือเรียกได้ว่าเอามาลงทุนในหุ้นโดยเฉพาะ

เกริ่นนำไปแล้ว ขอเข้าเรื่องเลยครับ ….

ภาคต้น : เล่าเรื่องเก่า
ราว 9 ปีก่อน มีเพื่อนท่านหนึ่งชักชวนให้เรารู้จักคำว่า “หลักทรัพย์” ชวนเรามาทดลองลงทุน
จากพอร์ทจำลอง ชิมลางจากร่วมแข่งขันลงทุนในโปรแกรมจำลองผลคือเจ๊งไม่เป็นท่า
หลังจากนั้นก็ไปศึกษาหาความรู้การลงทุนเพิ่ม จากหนังสือ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ

ไหนก็พูดถึงหนังสือแล้วบอกถึงรายชื่อหนังเก่าๆสุดคลาสสิคที่ผมชอบเป็นพิเศษสักนิด
- หนังสือชุด เคล็ด(ไม่)ลับสู่อิสรภาพทางการเงิน อยากรวยต้องรู้ อันประกอบไปด้วยหนังสือสี่เล่มที่อ่านง่ายๆสบายๆคือ รู้จักแผนที่นำทาง รู้จักตัวเอง รู้จักเครื่องมือ รู้จังหวะลงทุน
- ก้าวแรกสู่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
- ออมก่อนรวยกว่า
- วิถีแห่งเซียน หุ้นห่านทองคำ
- ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ซึ่งเป็นต้นแบบของ VI เมืองไทย ทุกเล่ม
- หนังสือที่เกี่ยวกับ นักลงทุนชื่อก้องโลก Warren Buffet ทุกเล่ม
- ตะแกรงร่อนหุ้น
- เหนือกว่าวอลสตรีท : ONE UP ON WALL STREET
- The Intelligent Investor ขอสารภาพว่าเล่มนี้ซื้อมาจะหกปีแล้ว ยังอ่านไม่จบเลย 5555+
และ อีกเยอะแยะมากมายสำหรับหนังสือด้านการลงทุนดีดีที่ไม่ได้กล่าวถึง

 

ต่อมา …

ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมทดสอบความรู้ในการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ซึ่งจัดโดย สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ความรู้พวกประกัน หุ้น กองทุน พันธบัตร ฯลฯ
ซึ่งถ้าทดสอบผ่าน ก็จะได้รับสิทธ์เข้าร่วมอบรมและแข่งขันในรอบลึกๆต่อไป
ในการอบรมและแข่งขันรายการนั้นทำให้ผมได้ความรู้ติดตัวจนเป็นพื้นฐานในการลงทุน

หลังจากที่ซ้อมในพอร์ทจำลองและศึกษาข้อมูลมาได้ระยะประมาณปีหนึ่งเริ่ม “อยากลองของ”
เลยเข้าสู่สนามจริง เปิดพอร์ทครั้งแรก 50,000 บาท ในสองปีหลังจากนั้นเพิ่มเงินลงทุนเรื่อยๆ

ตัวแรกที่ซื้อคือ BANPU ราคาหุ้น 125 บาท ทำไมถึงซื้อ ตัวผมมาสายหุ้นพื้นฐานครับ
เหตุผลที่ซื้อก็ ตามสายคนเล่นหุ้นพื้นฐานบวกเดา ราคาถูก P/E ต่ำ แนวโน้มดี น้ำมันแพงมาก
จำความรู้สึกแรกที่หุ้นมันขึ้นได้ ขอบอกเลยว่าฟินสุดๆ

หลังจากลงทุนได้ไม่นาน ตลท. มีการ Circuit Breaker
เหวอไปชั่วขณะ … มันคืออะไรหว่า Circuit Breaker?
ลงแล้วไง ขาย? จะขายทำไม? ในเมื่อหุ้นตกเรื่องอะไรยังไม่รู้เลยเอาอย่างนี้ดีกว่า

ค้นไปค้นมาสรุปมันคือการพักการซื้อขายชั่วคราว จากประเด็นร้อนเรื่องทุนกันสำรอง 30%
ถ้าจำไม่ผิดในบ่ายวันนั้นหรือวันถัดมา ธปท. มีการประกาศยกเลิกกันสำรอง 30%
หุ้นดีดกลับขึ้นมาเกือบเท่าเดิม … เอวัง ตอนนั้นดีใจมากที่ไม่ขาย!!!

ถือ BANPU อยู่หลายปีครับ ราคาก็วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่มีท่าที่ว่าจะหยุด
แต่ในท้ายที่สุดผมก็ขายไปครับ … ด้วยเหตุผลสุดอินดี้!!!

มีช่วงหนึ่งผมบ้าศึกษาเรื่องโลกร้อมาก ศึกษาเรื่องธรรมชาติ ต้นไม้ใบหญ้าแบบจริงจัง
ตอนนั้นอินมาก ทุกอย่างต้อง GREEN ENERGY เพื่อโลกในอนาคตที่เขียวขจี

วันดีคืนดีเปิดพอร์ทมาเจอบ้านปู … ถ่านหินนี่เลยตัวดี! นี่เลยหนึ่งในตัวการโลกร้อน!!!
ขายทันทีเลยครับ ศูนย์แฮง ตัวการโลกร้อน … ซื้อมา 125 ปล่อยไปที่ราคาประมาณ 260 บาท
ตอนที่ขายทุกอย่างก็ดูดีมีอนาคต งบสวย แต่รู้สึกว่ามันไม่ GREEN !! เลยต้องขาย
ขายไปเหมือนรู้สึกยกเหมืองถ่านหินออกจากอก … แล้วราคามันเริ่มก็วิ่ง วิ่ง วิ่ง ๆ ๆ
300 400 500 600 700 … ไม่เป็นไรผมมันคนสาย GREEN (ปลอบใจตัวเองไปวันๆ 5555+)

ตัวที่สองที่ซื้อน่าจะเป็น  CPF ครับ คิดแบบเดิม ราคาถูก P/E ต่ำ บริษัทใหญ่ แนวโน้มเติบโต
ซื้อ 4 บาทหน่อยๆ ถือยาว 4 ปี ราคาแทบไม่กระดิกไปไหนเลยตัดใจขายไป 5 บาทต้นๆ
ถัดจากนั้นอีกมานาน เกิดวิกฤตอาหารโลก ราคา CPF วิ่งทะลุดอยแล้วไม่ลงมาอีกเลย
ผมได้แต่แหงนหน้ามองราคาเสียดฟ้าและทำตาปริบๆ

ขาดทุนก็มีครับ อย่าง BGH งบสวย P/E สูงแต่ก็น่าจะไหว ซื้อครับ 33 บาท
สรุปดอยครับ ราคาล่วงลงมาเหลือ 22 บาท!!! ไม่ขายสิครับก็งบมันดีจะกลัวอะไร
(พูดก็พูดเถอะ จำใจเป็น VI จำเป็น) ถือมานานพึ่งขายไปไม่นานนี้ … พอได้อยู่กำไรบ้าง

ลักษณะการลงทุนของผมคือถือไม่เยอะตัว ตอนยุคแรกลงทุนก็พวก
SE-ED ผมชอบร้านหนังสือมากอยากเปิดเอง งบการเงินก็ดีปันผลสูง(ในตอนนั้น) เลยซื้อมา
TVO จำได้ว่านั่งดูทีวีข่าวต่างประเทศ เรื่องพายุถล่มประเทศผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ของโลก
ในข่าวเขาวิเคราะห์ดี บอกว่าถั่วเหลืองจะขาดแคลน เลยสนใจผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองในประเทศ
PRANDA ตอนนั้นคิดว่าเพชรยังไงราคาก็มันก็ขึ้น เผอิญไปอ่านบทสัมภาษณ์แล้วชอบ
และอีกหลายตัวที่ไม่ได้กล่าวถึง ณ ที่นี้ พอร์ทฯ ผมโดยมากจะไม่ค่อยขาดทุนหนักๆ มีโดนบ้าง
แต่โดยมากจะขาดทุนในระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวเดี๋ยวมันก็ขึ้น (ไม่ขายไม่ขาดทุน 555+)
แต่ผมจะไปลงหลุมที่ “หุ้นถูกเรื้อรัง” มากกว่า ถูกแล้วถูกเล่าปีแล้วปีเล่าจนต้องตัดใจขายออก

 

วิกฤต Subprime ปี 51-52 ปู่ SET วิ่งหัวโหม่งโลก … จาก 900 จุดเหลือ 400 จุด
ตอนนั้นหัวใจแทบวายตายคาเม้าส์ … ผมมองดูหุ้นลงทุกวันๆๆ วันแล้ววันเล่า ลบแล้วลบเล่า
เงินในพอร์ทลดลง จากกำไรสะสมตลอดสองสามปีที่ผ่านมา กลับไปติดลบ 37% ทั้งพอร์ท
ไม่รู้ว่าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก หรือ ผีห่านซาตานเข้าสิงกันแน่ที่ตอนนั้นไม่ได้ขายออกสักตัว
หลายเดือนปล่อยให้มันไหลไป ผมเลิกเปิดพอร์ทดูไปพักใหญ่มันเจ็บจี๊ด
จิตใจนักลงทุนยากแท้หยั่งถึงและรู้ซึ่งถึงอนิจจังของหุ้น หุ้นนั้นไซ้ไม่เที่ยงแท้ มีขึ้นมีลง
เมื่อมันลงเดี่ยวมันก็ขึ้น หุ้นพื้นฐานเดิมแทบไม่เปลี่ยนแต่ร่วงลงมาระนาว

เมื่อสติกลับมา … เหลือบมองกระดานหุ้น … ของถูกเต็มกระดานเลย!!!
เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น … แต่เงินที่มีทั้งหมดมันก็อยู่ในนั้นเต็มอยู่ในปอดสีแดงช้ำอยู่ในนั้น

เห็นของถูกแล้ว อดใจไม่ได้ ต้องซื้อ ไม่ซื้อไม่ได้แล้ว … ขอหน่อยเหอะ
ทุบกระบุกออมสิน ถอนฝากบัญชีออมทรัพย์ ปิดบัญชีฝากประจำทั้งหมด ออกมาซื้อหุ้น
หุ้นถูกเยอะมาก ต้องเลือก ผมทุ่มเงินสดทั้งหมดที่มีไปที่ BIGC และ TTCL
โดยที่ตัวเก่าก็ถืออยู่อย่างนั้น ผมคิดว่าถ้าขายมันออกมาก็กลับไปซื้อมันอยู่ดี
เพราะพื้นฐานดีเหมือนเดิมจะหลอกตัวเองขายปิดตัวแดงแล้วมาซื้อใหม่ทำไมเสียค่าคอมฯ เปล่าๆ

ไม่นานก็ตระหนักได้ว่า หุ้นหลายตัวไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต Subprime เลย
หุ้นก็ขึ้นเรื่อยๆตามลำดับตามความเชื่อมั่น ขึ้นตามผลประกอบการของบริษัทเหล่านั้นๆ
จากติดลบ 37% พลิกกลับไปเป็นพอร์ทมีกำไรไปหลายเท่าตัว!!! ในเวลาไม่กี่ปีหลังจากนั้น

 

 

ภาคสอง : การเปลี่ยนถ่ายการลงทุน
หุ้นสำหรับผมมันเป็นการลงทุนที่ดีเยี่ยม แต่เมื่อถึงคราคับขันจำเป็นเราก็ต้องโยกย้ายเงินทุนบ้าง
เราพบที่ดินแปลงงามแปลงเล็กๆราคาน่าคบหาน่าเก็บไว้ครอบครอง
ที่ดินนี้น่าจะสามารถพัฒนาสร้างบ้านขายได้ไม่ยาก เพื่อต้องการระดมทุนทำกิจการอสังหาฯ
เราต้องให้เงินทั้งหมดที่มี ครอบครัวผมขายบ้านที่ปล่อยให้เช่าออกบางส่วน ขายทองหยองที่มี
รวมถึงการทยอยขายหลักทรัพย์ที่ผมถือครองอยู่ … ขายออกไปเกินครึ่ง
ผ่านมาอีกปี เห็นโอกาสการทำธุรกิจอีกตัว ขายหุ้นออกมาเซ้งกิจการร้านกิ๊ฟช็อปให้ภรรยาดูแล

ราคาหุ้นพุ่งทะยานขึ้นไปสูงมากกำไรกันถ้วนหน้าแต่กว่าจะถึงจุดสูงสุดผมปล่อยออกไปมากแล้ว

ถามว่าเสียดายหรือไม่? ตอบเสียดังฟังชัดเลยครับว่า … เสียดาย!!

เสียดายแต่ไม่เสียใจครับ … เพราะจากที่เราลงทุนในหุ้นพื้นฐานมาทำให้เรารู้เรื่องการเงิน
วิเคราะห์จุดคุ้มทุนได้ อ่านบัญชีเป็นพอได้ คาดการแนวโน้มอุตสาหกรรมพอได้
ทำให้เราคำนวณได้ว่าเงินทุนที่เราจะถอนออกจากหุ้นเปลี่ยนไปลงทุนอย่างอื่นนั้นมันคุ้มค่า
โชคดีกิจการอสังหาฯเป็นไปตามแผนประสบความสำเร็จและมีกำไร
ผลตอบแทนก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าหุ้นเท่าใด … แต่เหนื่อยกว่ามากมายนัก
ต้นปีที่ผ่านมามีทำเลน่าสนใจและเห็นช่องเปิดร้านเครื่องเขียนเลยตัดสินใจเปิดร้านเครื่องเขียน
ยุบร้านกิ๊ฟช็อปที่เดิมเข้ากับร้านเครื่องเขียน ใส่เงินทุนเข้าไปเพิ่มเติมจำนวนหนึ่ง
เงินทุนก็มาจากโดยเงินสดส่วนตัว เงินจากกิจการกิ๊ฟช็อปเดิม และ กำไรจากกิจการอสังหาฯ
จากเงินทุนที่โยกออกไปทำธุกิจอสังหาฯเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้มันอยู่ได้ด้วยเงินทุนของมันเอง
จนพักหลังๆ เริ่มให้ผลตอบแทนออกมากเรื่อยๆ ผมเลยดึงเงินออกมาบางส่วนหวังหวนคืนวงการ
SET 1,500 – 1,600 ใจไม่กล้าพอราคาสูง P/E กระดาน SET 18-19 ไม่ไหว คงได้แต่รอและรอ

ระฆังดั่งสนั่นที่ 1,300 จุด P/E 14 เท่าแก่ๆ น่าจะพอไหว จะช้าอยู่ไย …
ว่าแล้วก็ … กระโดดสวมปีกเม่า แล้วบินเข้ากองไฟกองโต

 

 

ภาคจบ : แนวทางการลงทุน

 

ภาคนี้เป็นแนวทางการลงทุนของผมผิดถูกไม่ว่ากันนะครับ … แค่เสนอเป็นทางเลือก!!!

เรื่องราคาตลาด และ อารมณ์ขึ้นลงของตลาดไม่ค่อยมีผลกับผมมากนัก
เพราะซื้อแล้วถือยาว และ ยิ่งเงินเย็นแบบนี้ด้วยซื้อชุดนี้คงอีกนานกว่าจะขาย

ผมทำการบ้านเหมือนที่ท่านๆอื่นทำกัน นั่งอ่านผลประกอบการประจำปี นั่งดู 56-1 บทวิเคราะห์
ดูอัตราส่วนการเงิน งบกำไรขาดทุน กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน แผนธุรกิจในอนาคต
และ ถ้าผมจะซื้อหุ้นตัวใดนั้น ผมต้องรู้จักกิจการเหล่านั้นดีในระดับหนึ่ง ต้องรู้จักทางใดทางหนึ่ง
การประชุมผู้ถือก็สำคัญนะครับ ผมเคยไปประชุมผู้ถือหุ้นของหุ้นตัวหนึ่ง (ไม่ขอเอ่ยนาม)
หุ้นตัวนี้งบการเงินดี ผลประกอบการดี กิจการมีอนาคต แต่วันประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนั้น
ทำให้พบอะไรบางอย่าง ประธานกรรมการกวนประสาทมาก แทบไม่สนใจใยดีใครเลย
ผู้ถือหุ้นถามดีๆ ตอบกลับมาเล่นเอางง … วันรุ่งขึ้นผมขายเลยดูท่าแล้วไปไม่ไหว แบบนี้รักไม่ลง

 

กระสุนชุดแรกในรอบหลายปีผมลั่นไกออกจากรังเพลิงยิงไปที่ …

 

พอร์ท มาม่ากับปลากระป๋อง 3

 

STA

เกิดมาผมก็เห็นต้นยางแล้ว ผมว่าชาวสวนยางก็คล้ายกันเกษตรกรที่ทำการเกษตรชนิดอื่น
ผลิตขึ้นลงสอดคล้องราคาโลกราคา ราคาตกต่ำถ้าบริหารเงินเป็นก็อยู่ได้ ราคาดีก็มีกำไรกันไป

STA สารพัดปัจจัยลบรุมเร้าแต่งบการเงินดีพอไปได้ที่สำคัญผมชอบแผนธุรกิจในอนาคตของเขา
แต่ก่อนเป็นคนกลางแต่ในแผนกำลังสยายปีกกินรวมตั้งแต่ปลูกเองยัน ผลิตถุงมือยางเอง
ถามว่าจะขึ้นแน่เหรอตัวนี้ … ตอบชัดๆเลยครับว่า ไม่รู้ เดาเอา แต่คิดว่าน่าจะรุ่งนะ 5555+

 

ADVANC

โทรศัพท์กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้ว ฝนจะตกแดดจะออกฟ้าจะร้อง ยังไงโทรศัพท์ก็ต้องโทร
และพฤติกรรมการโทรน่าจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน มีสามค่ายๆให้เลือก แน่นอนขอเลือกเบอร์ 1
งบสวยใส(กว่า) รายอื่น สัญญาณก็ดีไม่มีปัญหา(จริงเหรอ?) ผมไม่รู้ลึกซึ้งเพราะผมใช้ DTAC
อ้าวทำไมไม่ซื้อ ดีแทค บ้านผมมี 5 คน 6 เบอร์ AIS 3 เบอร์ DTAC 2 เบอร์ TRUE 1 เบอร์
ถ้าเทียบตามปริมาณแล้ว AIS คนใช้เยอะกว่า เป็นการคาดคะเนที่มีหลักการมากบ่องตง 555+

 

 

 CPN

ผมไปเซ็นทรัลฯทีไร หาที่จอดรถโคตรยากเลย คนก็เยอะก็เยอะ แต่ก็อุตสาห์มาเบียดกันมา
รู้ทั้งรู้ว่าคนเยอะ แต่ผมก็ต้องไปเพราะ ภรรยาบอกจะไป!! … เอ้า!!! ไปก็ไปสิ ใครจะกล้าขัด
งบการเงินดีไม่มีปัญหาให้น่าหนักใจ ขยายกิจการก็ดีต่อเนื่องแนวโน้มน่าจะไปต่อสบายๆ

 

ผมซื้อไปแล้ว ยิงกระสุนไปแล้วก็ภาวนาไม่ถูกเหมือนกันว่าอยากจะให้ มันขึ้นหรือลงดี
ถ้าหุ้นขึ้น ก็ปล่อยให้ขึ้นไปตามเรื่องตามราว คงไม่ซื้อเพิ่ม รอดูตัวที่ราคาต่ำเป็นพิเศษอย่างเดียว
ถ้าหุ้นลง ผมจะตามเก็บอีก เตรียมกระสุนไว้อีกหลายชุด เพื่อยิงใส่เป้าหมายที่ต้องการ
ถ้า SET ลงมาถึง 1,200 คงจะสาดยิงให้หมดแม็กกาซีน
ถ้า SET ลงมาถึง 1,000 จะตามอัดไปด้วย จรวด RPG อีกสัก 3 ลูก
ถ้า SET ลงมาถึง 800 คงขายบ้านไปดาวน์รถถังออกมายิงตูดปู่
ถ้า SET ลงมาถึง 600 ก็คงบอกตัวเองว่า ช่างมันเหอะ ไม่รู้จะเอาอะไรไปยิงแล้ว 5555+
สำหรับผม SET เปรียบเสมือนระฆัง ถ้าขึ้นมันจะไม่มีเสียง
แต่ถ้าลงมันจะดังส่งเสียงให้ผมมองหาหุ้น ยิ่ง SET ต่ำเสียงระฆังยิ่งดังกังวานเป็นพิเศษ
ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ผมซื้อขายน้อยมากถึงมากที่สุด ในหนึ่งปีนับครั้งเทรดได้เลย
ผมไม่ได้เล่นผ่านออนไลน์ ผมเล่นผ่านคน ซึ่งโปรเกอร์ที่ผมซื้อด้วยเป็นแฟนเพื่อนสนิทผมเอง
นานๆโทรไปหาทีเธอ เธอมักจะทักผมว่า … “ชั้นไม่ได้ยินเสียงแกนานมาก!”

หุ้นแทบเปรียบได้ดั่งเงินสด เปลี่ยนจากหุ้นเป็นเงินงานเพียงปลายนิ้ว
หุ้นเป็นการลงทุนที่ดีเยี่ยมและคุ้มค่าถ้าเรามีวินัยทางการเงินที่เคร่งครัด
ผมก็เลือกซื้อหุ้นที่ผมมั่นใจรู้จักมันดีพอ ที่เราจะลงทุนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ
และเมื่อซื้อแล้วก็ถืออยู่ดูใจกันยาวๆไป ถ้าเริ่มไม่ใช่คนเดิมที่รู้จักก็แยกย้ายกันไป

ผมตั้งความหวังจาการลงทุนไว้ที่ 18% ต่อปี
ราคาหุ้นขึ้นปีละ 15% เงินปันผลอีก 3%
ได้ผลตอบแทนเท่านี้ผมก็สุขใจมากแล้ว

 

บทนี้ยาวไปบ้างอะไรบ้างแต่ก็อยากเล่าสู่กันฟัง หวังว่าบทนี้น่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ

ขอให้โชคดีมีชัยประสบพบเจอ SUPER STOCK ในเร็ววันนะครับ

ขอให้ความร่ำรวยและความสุขสวัสดิ์จงมาสถิตแด่ท่าน

…[^_^]…

 

ปล.

เรื่องกิจการอสังหาฯบทนี้เขียนไว้เมื่อกลางปีก่อน …
[แชร์ประสบการณ์] ณ จุดนี้กำไรไปแล้วกว่า 2 ล้านบาท แต่ระยะทางยังอีกยาวไกลนัก http://goo.gl/Gjnw6

บทความเรื่องร้านเครื่องเขียนบทนี้เขียนไว้เมื่อ 3 เดือนก่อน
ร้านผมเปิดมาร่วมสามเดือน ขาดทุนเดือนละ 30,000 http://goo.gl/7WnrZH

มาม่ากับปลากระป๋อง

ผมนักเดินทาง "ล่าฝัน" บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า "ชีวิต" ระหว่างทางผ่านประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย เลยคว้าคีย์บอร์ดขึ้นมาพิมพ์แทน "ปากกา" ใช้บล็อก Creativeshooter.com แทน "สมุด" เพื่อบันทึกและแบ่งปันการเดินทางในครั้งนี้

More Posts - Website