ประสบการณ์ การหาเงินหนึ่งล้านบาทแรก ในแบบฉบับของผม

วันนี้นึกครื้มใจอกครึ้มใจขอเล่าประสบการณ์ที่เป็นช่วงจังหวะชีวิตที่สำคัญของผมบ้าง นั่นคือเงินหนึ่งล้านบาทแรกในชีวิต ที่หามาได้โดยเอาสีข้างเขาถูและไถๆจนได้มา

 

เงินหนึ่งล้านบาท เป็นจำนวนที่ผมคิดมากโขอยู่ สำหรับผม
ผมเห็นเงินล้านแรกในชีวิตก้อนนี้ เมื่ออายุประมาณ 23-24 ปี


>>>> บทความนี้เป็นการแชร์ประสบการณ์โปรดใช้วิจารณญาณ <<<<

 

มมโตมาในครอบครัวชนชั้นกลาง คุณพ่อกับคุณแม่รับราชการ(ออกมาทำธุรกิจในภายหลัง)

 

ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไรมากมาย แต่ก็พอถูๆไถๆตามเพื่อนไป หนักไปทางลอกซะมาก
สมัยมัธยมศึกษา … ผลการเรียนผมก็ลุ่มๆดอนๆ โดยมากผลสอบออกมาจะไปอยู่อันดับท้ายๆ
จึงเป็นนักเรียนท้ายห้องขาประจำ หนักไปทางขี้เกียจ

 

โชคดี ฟลุ๊ค เอ็นสะท้านติดเลยได้ไปร่ำเรียนต่อ ในมหาวิทยาลัยของรัฐ

 

ราวสิบปีก่อน ชีวิตมหาวิทยาลัยของผม ได้เริ่มต้นขึ้น

 

เด็กน้อยผู้โผบินสู่โลกกว้างเพียงลำพัง โลกช่างสดใส น่าอยู่ และ น่าค้นหา ราวกับว่า ชีวิตนี้มันช่างสุขขีเสียจริงงงงงง

 

ช่วงนั้นผมติดไปทางเที่ยวเล่นโดยเฉพาะหนักไปทางการร่ำสุรา ร่ำตั้งแต่ค่ำยันเช้า เมาแบบหัวราน้ำ ดื่มจนความดันสูงเส้นเลือดในตาแตก
เงินเก็บสะสมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดนผีพนันและสุรากินเงินเก็บซะเรียบวุฒิ
เงินที่ได้รายเดือนมาจากพ่อแม่โดยมากจะหมดภายใน 5 วันแรก (กินเที่ยวเรียบ) อีก 25 วันของเดือนที่เหลือเลยต้องทำงานเพื่อความอยู่รอด
ถ้าขอเพิ่มจะต้องตอบคำถาม ประมาณ 10 ชุดคำถาม และอันตรายเกินไปที่จะขอ …[-_-“]…

 

เงินใช้หมดไปแล้ว จึงต้องขวนขวายหางานทำ ดังนั้นผมจึงทำงานพิเศษตลอด 5 ปีที่ศึกษา
5 ปี เอ่อ..ที่จริงหลักสูตร 4 ปีครับ แต่ท่านอาจารย์กลัวพื้นฐานไม่แน่นเลยแถม 1 ปีครับ 555+

 

ผมเคยทำงานร้านกาแฟเป็นเด็กเสริฟ ล้างจาน รับแจกใบปลิว ไปแจกแบบสอบถาม ตรวจคำผิดในวิทยานิพนธ์ รับจ้างช่วยขนของ สอนพิเศษ ฯลฯ เพื่อให้มีเงินพออยู่พอใช้ในแต่ละเดือน

 

ผ่านการเรียนไปไม่กี่เทอม  ตัวเองเริ่มจะอาการแย่หนัก เหมือนจะไม่ได้ไปต่อ…
ผลของการกระทำที่ผ่านคงมาตามสนองอย่างถึงกระดูกดำ….

 

โชคดีได้ เพื่อนดีดี กัลยาณมิตร ช่วยกันดีเราขึ้นมาจากหุบอเวจี ด้วย GPA ร่อแร่

 

และได้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเที่ยวดื่มเล่นให้น้อยลง อ่านหนังสือมากขึ้น แต่ก็ยังคงทำงานพิเศษเหมือนเดิม เพราะติดพันมาแต่แรก ทำงานมากก็มีเงินมากว่างั้นเถอะ

งานพิเศษที่ผมทำต่อเนื่องที่สุดคือ สอนพิเศษช่วงนั้นรายได้ต่อเดือนจากการสอนพิเศษเกินหมื่นทุกเดือน ก็เก็บสะสมไปเรื่อยๆ

 (ไม่อยากจะคุยนะ ลูกศิษย์ผม เอ็นติดหมอกับวิศวะฯ หลายคน 555+)

การทำงานพิเศษจึงทำให้ตัวเองพอมีเงินเก็บขึ้นมาอีกครั้ง

 

ช่วงนั้นก็โชคดีอีกหนมี กัลยาณมิตร ท่านเดิมได้มาชักชวนให้เรารู้จักคำว่า “หลักทรัพย์”
ชวนเรามาทดลองลงทุน ลองชิมลางจากร่วมแข่งขันลงทุนในโปรแกรมจำลอง ผลคือเจ๊งไม่เป็นท่า
หลังจากนั้นก็ไปศึกษาหาความรู้การลงทุนเพิ่ม จาก ห้องสมุดที่มีหนังสือดีดีให้อ่านมากมาย
ต่อมาก็ได้มีโอกาสสมัครเข้าร่วม ทดสอบความรู้ในการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ซึ่งจัดโดย สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ความรู้พวกประกัน หุ้น กองทุน พันธบัตร ฯลฯ

ผมก็ไปเข้าสอบกับเขา เผอิญฟลุ๊คอีก ผ่านรอบคัดเลือก ไปเข้ารอบต่อไป

 

ผ่านรอบคัดเลือกมา ก็ต้องไปอบรมกับเขา ตอนแรกก็แค่มาดูลาดเลาว่าเขาท่ามั้ย
มาอบรมตอนเช้าวันแรกปุ๊ปเขาให้เบี๊ยเลี้ยงด้วย วันละ 400 มั้ง(ถ้าจำไม่ผิด)
โห….ผมมาไม่ขาดเลยสักวัน นั่งเรียนฟรี กูรูทั้งนั้น มีข้าวฟรี มีขนมของว่างเพียบ แถมได้เงินด้วย

 

ผมสอบผ่านเข้ารอบอีก ผมเข้ารอบสอง แต่ผมเข้าร่วมทำกิจกรรมต่อกับเขาไม่ได้
เพราะถ้าผมไป ผมต้องขาดเรียนหลายวัน ถ้าไปบอกอาจารย์ อาจารย์ท่านคงไม่อนุญาต และด้วยเกรดที่ร่อแร่เต็มที ผมตัดสินใจไม่ไปต่อ….

 

หลังจากที่ใช้เวลาศึกษาและทดลองในพอร์ทจำลองประมาณต่างๆ ประมาณปีกว่าๆ รวมทั้ง ผมเคยได้สมัครสมาชิกในพันทิพนี้เพื่อเปิดพอร์ทจำลอง
แต่ผ่านไปหลายปี ผมจำรหัสเข้า ไม่ได้ จึงต้อง สมัครใหม่ เป็น Username นี้

 

และแล้วก็ถึงเวลาต้องลงสนาม

 

เรื่องราวจึงเริ่มขึ้น

 

ผมไปยื่นความประสงค์ขอเปิดบัญชีหลักทรัพย์
ผมจำไม่ได้ว่าผมติดเงื่อนไขอะไร ผมจึงเลือกเปิดการลงทุนในหุ้นในชื่อ บัญชีคุณแม่
และเปิดบัญชีด้วยเงินขั้นต่ำ 50,000 บาท จำได้ว่าตอนนั้นมีไม่พอขอยืมแม่มาประมาณ 10,000

 

ซึ่งตอนนั้นผมก็คิดว่าก็ไม่เป็นไร ชื่อใครไม่สำคัญ ของให้ได้ลงทุนก็พอ

 

หลังจากได้เปิดพอร์ทสมใจ ชื่อ บัญชีชื่อคุณแม่

เราก็ลงทุนไปเรื่อยๆ ตามถนัดของเรา
เวลาผ่านไปสักพักผลตอบแทนมันดีวันดีคืน จนแม่สงสัยใจจนถามไถ่ถึงการลงทุน
ผมอยู่หอพักตลอด ปีหนึ่งกลับบ้านสี่หน แต่เอกสารการลงทุนทุกอย่างผมส่งกลับบ้านหมด
ท่านดูผลงานการลงทุนจากเอกสารที่ส่งไปที่บ้าน

 

ผมจึงเล่าเรื่องการลงทุนขอผมให้ฟังว่ามันเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยแค่ไหนในระยะยาว
การลงทุนที่ปลอดภัยสำหรับผมคือ การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI

 

การลงทุนช่วงนั้นเป็น ผมลงในบริษัทที่เป็นที่รู้จักโดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เป็น “สินค้า” หรือ “บริษัท” ที่ท่านรู้จัก ผมเลยนำเสนอเรื่องการทำกำไรของบริษัท เพราะท่านไม่ได้เป็นนักลงทุนแต่อย่างใด

 

หลังจากที่ท่านได้ซักถามเรา
คุณแม่ท่านคงเห็นทักษะการลงทุนซึ่งเป็นจุดแข็งของผมและท่านอยากจะสนับสนุน

 

แต่ คุณแม่ ก็เห็น จุดอ่อน เช่นกัน
ท่านรู้สึกว่า ผมไม่มีความมั่นคงพอที่จะเห็นเงินจำนวนมากๆวิ่งไปวิ่งมาโดยที่จะไม่ใช้มัน
ถ้ามีกำไรก็กลัวว่าจะฟุ้งทำซ่านนู่นนี่นั่นตลอด กลัวจะใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่ายอีก

 

จริงของท่านช่วงนั้น ผมจิตใจไม่แข็งพอ และ ผมยังเยาว์เกินไป

 

ท่านจะสนับสนุนการลงทุนของผม แต่…. ท่านจะตั้งเงื่อนไขบางอย่างเพื่อปิดจุดด้อยของผม

 

 เงื่อนไขคือ

ท่านให้ผมเป็นผู้เลือกลงทุนอย่างเดียวส่วนคุณแม่ผมจะเป็นผู้ดูแลเงินทุนทั้งหมด

 

แต่สำหรับผมตอนนั้น เงื่อนไขที่ท่านวางไว้นั้น ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด
ไม่ซีเรียสอยู่แล้ว ขอให้ได้มีเงินลงทุนเป็นพอ เงื่อนไขเรื่องเงินๆทองก็คงไม่เป็นไร

 

หลังจากท่านบอกเงื่อนไขแก่ผม ท่านก็เก็บไปไตร่ตรองอยู่ และดูผลงานผมอีก หลายเดือน

และท่านเพิ่มเงินลงทุนมาให้ผมอีก ประมาณ 100,000 บาท
ผ่านไปอีกประมาณปีหนึ่ง ผลงานการลงทุนก็ดีสม่ำเสมอ ท่านลงเพิ่มมาให้อีก 100,000 บาท
ผ่านไปอีกสักระยะ ผลงานการลงทุนก็ดีสม่ำเสมอ ท่านลงเพิ่มมาให้อีก 100,000 บาท
รวมเงินลงทุนเพิ่มเป็น 300,000 บาท ทยอยลงทุนเพิ่มตามระยะเวลาและผลงาน

 

ผลของการอุดจุดอ่อนคือ

 

ผมลงทุนอย่างเต็มที่โดยไม่เคยสนใจว่า “ถ้ากำไรแล้วจะนำเงินมาทำอะไร”

เพราะคงไม่มีโอกาสได้ใช้ตรงๆ
ผมพุ่งความสนใจไปที่การลงทุนอย่างเดียว โดยมีคุณแม่ตรวจสอบดูผลงาน
ตัวไหน ติดลบ ขาดทุน ตัวแดง จะมีคำถามตามมา เราจำต้องมีคำตอบว่าเกิดจากอะไรและทำไม

เรียกได้ว่าแทบไม่มีอารมณ์หวือหวาจากการได้กำไรเลยทีเดียว  มีแต่อารมณ์ เสียว….จากการวิเคราะห์ผิดพลาดจนขาดทุนมากกว่า

 

ส่วนเรื่องเงินลงทุน

คุณแม่ของผม  “ท่านมีจิตใจด้านการเงินที่แข็งแกร่ง”  

ท่านจึงไม่ได้นำออกมาใช้แต่อย่างใด

 

หลายปีหลังจากเริ่มลงทุน เงินไม่ถูกนำออกมาใช้เลย มันทบต้นพอกพูนขึ้นมาก

 

จากเงินต้นที่เราลงทุน ผลตอบแทนเพิ่มเป็นเท่าตัวกลายเป็นพอร์ทหลักล้าน

 

เรื่องราวอาจจะฟังแปร่งๆ ฟังดูงงๆและ อาศัยโชคเข้าข้างเสียมาก

 

ช่วงปีการศึกษาหลังๆผมเลิกเที่ยวเตร่ และ มักจะทำอะไรแปลกๆเสมอในสายตาเพื่อน
เช่น ลงทะเบียนเรียบแบบร่วมเรียนไม่คิดเกรดในวิชาต่างคณะฯต่างสาขา (มากกว่า 10 วิชา ใน 5 ปี)
เพื่อนร่วมรุ่นในคณะ คนรอบกาย ต่างพากันงงๆ ว่าทำไมผมถึงได้ไปลงทุนในหุ้นจริงจัง
ทั้งๆที่ ผม …. เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์

 

นี่คือเรื่องราวประสบการณ์เงินล้านแรกในชีวิตของผม โดยที่เกิดขึ้นในสมัยเรียน

 

ชีวิตช่วงสั้นๆแค่ไม่กี่ปี ผมได้ลองลิ้มรสชาติของชีวิตในหลายหลายแง่มุม
ช่วงเวลาสั้นๆที่ มีทั้งดี มีทั้งแย่ มีโชค มีสุข มีเศร้า มีหลากหลายรส ปะปนกันไป

 

ผมมีเรื่องราวแย่ๆห่วยๆมากมายในอดีต ซึ่งมันตามมาหลอกหลอนผมอยู่นาน
แต่วันเวลาได้ผ่านมานานหลายปี….นับจากวันนั้น จนวันนี้….

 

ที่ผมภูมิใจในทุกอดีตที่ผมเป็น เพราะสิ่งที่ผมเป็นในอดีตทำให้ผมเป็นผมในปัจจุบัน…

 

ขอให้บทความชิ้นนี้จงได้สร้างประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ขอให้ความร่ำรวยและความสุขสวัสดิ์จงมาสถิตแด่ท่าน
…[^,^]…

 

ปล.

 

-ตอนนี้ตลาดหุ้นเหมือนกระทิงเปลี่ยว ถ้ามือใหม่จะขึ้นขี่ระวังตกลงมาเจ็บตัวนะครับ

-พอร์ทการลงทุนของผมเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามลำดับ จนวันนึงผมจำต้องโยกเงินทุนนี้ไปลงทุนในกิจการที่พึ่งบุกเบิก
จำต้องโยกเงินลงทุนในหุ้นออกมาเพื่อลงใน อสังหาริมทรัพย์

บางท่านอาจจะเคยได้อ่านเรื่องราวการลงทุนในอสังหาฯของผมมาบ้าง ลงในพันทิพนี่ล่ะครับ หรือสามารถตามติดเรื่องราวการลงทุนในอสังหาฯได้ใน

ณ จุดนี้กำไรไปแล้วกว่า 2 ล้านแต่ระยะทางยังอีกยาวไกลนัก http://goo.gl/Gjnw6

 

หนึ่งในบัญชีหุ้นที่เหลืออยู่น้อยนิด

มาม่ากับปลากระป๋อง

ผมนักเดินทาง "ล่าฝัน" บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า "ชีวิต" ระหว่างทางผ่านประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย เลยคว้าคีย์บอร์ดขึ้นมาพิมพ์แทน "ปากกา" ใช้บล็อก Creativeshooter.com แทน "สมุด" เพื่อบันทึกและแบ่งปันการเดินทางในครั้งนี้

More Posts - Website