[แชร์หมดเปลือก] การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ประมูลบ้านจากกรมบังคับคดี

หลังจากที่ผมเขียนและเผยแพร่แชร์ประสบการณ์ที่ผมได้ไปประมูลซากมาจากกรมบังคับคดี ที่ชื่อว่า “ทำกำไรได้ 250,000 จากซากปรักหักพัง!!! http://goo.gl/6aTawrจากบทดังกล่าวผมได้รับคำถามเกี่ยวกับการประมูลบ้านจากกรมบังคับคดีมามากมายหลายคำถาม ผมอาจจะตอบคำถามได้ไม่ครบทุกท่านก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ แต่ในบทนี้ละครับผมจะมากะเทาะเปลือกให้ฟังกันแบบหมดพุงเลยทีเดียว

 

[แชร์หมดเปลือก] การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ประมูลบ้านจากกรมบังคับคดี

 

ซึ่งในบทนี้ผมจะอธิบายเน้นหนักไปทาง รายละเอียด วิธีการ และ เทคนิค ข้อควรระวังต่างๆ ที่ผมใช้นะครับ ดังนั้นในการบทนี้ผมขอเขียนอธิบายพร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบเป็นกรณีการลงทุนล่าสุดของผม ซึ่งผมไปประมูลบ้านทาวน์เฮ้าส์จากกรมบังคับคดีได้มาครอบครองเพิ่มอีก 1 หลัง (และตอนนี้มีคนเสนอซื้อเข้ามาหลายราย ถ้าขายน่าจะทำกำไรได้หลายหมื่นบาทอาจถึงแสนถ้าขายให้คนนอก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นดูเหมือนว่าน้าสาวผมเองบอกสนใจอยากได้บ้านหลังนี้ น้าสาวท่านนี้ก็ดูแลและช่วยเหลือผมมาตลอด ดูท่าแล้วถ้าขายให้น้าสาวผมอาจจะไม่เอากำไรเลยก็เป็นได้ 5555+)

 

ในบทนี้ผมขอแยกออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

 

ส่วนที่ 1 การค้นหาและการพิจารณาการเข้าสู้ราคา

ส่วนที่ 2 การวางเงินประกันและการประมูล

ส่วนที่ 3 ขั้นตอนและวิธีการเมื่อประมูลทรัพย์ได้

 

ส่วนที่ 1 การค้นหาและการพิจารณาการเข้าสู้ราคา

 

เริ่มจากคำถามที่ว่า … เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีบ้านหลังไหนกำลังจะออกประมูล?

 

วิธีการแรก คือ เข้าไปติดต่อที่กรมบังคับคดีของจังหวัดหรือสาขานั้นโดยตรง แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าขอดูทรัพย์ที่กำลังจะประมูลแล้วเจ้าหน้าที่จะนำแฟ้มใหญ่ๆหนามาให้เราพิจารณา

วิธีการที่สอง คือ เข้าเว็ปไซต์ของกรมบังคับคดีโดยตรง
หน้าเพจหลักของกรมฯ http://www.led.go.th/
หน้าเพจที่ใช้ในการค้นหา http://asset.led.go.th/newbid/asset_search_map.asp

ประมูลบ้านจากกรมบังคคดี 0

 

เราไม่จำเป็นต้องรู้หมายเลขคดี ปี พ.ศ. หรือ โจทก์จำเลยนะครับ เราสามารถ คลิ๊กเข้าไปที่ภาพแผนที่ประเทศไทยที่แยกตามภูมิภาคได้เลย พอคลิ๊กแล้วจะขึ้นเป็นจังหวัดๆมาให้เราพิจารณา (ภูมิภาค > จังหวัด > อำเภอ/เขต)

 

พอเราเจอทรัพย์ที่เราสนใจ เราคลิ๊กเขาไปจะปรากฏหน้าตาลักษณะนี้ ในภาพเป็นบ้านที่ผมจะสู้ราคาครั้งนี้ครับ

ประมูลบ้านจากกรมบังคคดี 1

 

- ที่ดินแปลงนี้ เป็นโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขนาด 22.5 ตารางวา

จุดสังเกตและข้อควรระวัง … โฉนด เป็นหนังสือสำคัญแสดง กรรมสิทธิ์ ส่วน นส.3 ก เป็นหนังสือสำคัญแสดง สิทธิครอบครอง ในทางกฎหมายการครอบครองโฉนดจะแน่นอนและชัดเจนกว่าในเกือบทุกกรณี แต่ถ้ากระประมูลครั้งใด ปรากฏ เป็น นส.3 ก การพิจารณามูลค่าในการซื้อขายจะน้อยลงกว่าโฉนดทันที เพราะ การทำเรื่องเปลี่ยน นส.3 ก เป็น โฉนด นั้นมีค่าใช่จ่ายและใช้เวลานาน

 

- ราคาเริ่มต้นที่ประมูลดูได้จากราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ 337,875 บาท

จุดสังเกตและข้อควรระวัง … ราคาประเมินทรัพย์ของทางราชการดูได้จาก ประเมินทรัพย์จากกรมธนารักษ์ ในกรณีนี้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่จะใช้เริ่มประมูล

 

- ครั้งนี้ขายแบบภาระปลอดจำนอง

จุดสังเกตและข้อควรระวัง … ในหลายๆรายการเป็น การขายแบบติดภาระจำนอง เป็นการขายทรัพย์พร้อมหนี้สินติดพ่วงมาด้วย กล่าวคือนอกจากจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายในการประมูลแล้วเราต้องชำระหนี้ที่ติดมาด้วย ดังนั้น การที่จะเข้าร่วมประมูลซื้อบ้านที่ติดภาระจำนองในแต่ละครั้งเรามาต้องสอบถามกับเจ้าหน้าที่เรื่องจำนวนยอดหนี้และรายละเอียดต่างๆให้เรียบร้อย จากประสบการณ์ผมเองเคยเจอ บ้านหลังใหญ่โต เริ่มประมูลที่ราคาไม่กี่หมื่นบาท แต่ขายแบบติดภาระจำนองที่มียอดหนี้หลายล้าน คำนวณดูแล้วมากกว่าราคาบ้านที่ควรจะเป็นอีกถ้าซื้อหลังนี้ไปนอกจากไม่มีกำไรแล้วยังขาดทุนทันทีเลย

 

กฎเหล็ก 4 ไม่ซื้อของผม

 

ถ้าไม่ได้ไปดูสถานที่จริง ผมไม่ซื้อ!!!

ถ้าเราไม่ไปดูสภาพแวดล้อมของตัวบ้าน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าแถวนั้นเป็นอย่างไร? เช่น ถ้าบริเวณนั้นมีแนวโน้มเป็นชุดชนแออัดราคาที่ดินแถวนั้นต้องตกลงแน่นอน

 

ถ้าดูสภาพภายในไม่ได้ ผมไม่ซื้อ!!!

ถ้าเราเข้าไปดูในตัวบ้านไม่ได้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสภาพมันยังดีอยู่? เช่น ล็อกกุญแจหนาแน่น เราบุกเข้าไปก็คงไม่ได้เพราะอาจโดนข้อหาได้ แต่ถ้าเข้าไม่ได้เราก็ไม่รู้ว่ามันมีฝ้ามั้ย? ข้างนอกดูดีแต่ข้างในแตกเร้า หรือลูกพี่เจ้าของเก่าอาจจะทุบผนัง ตัดบันได แถมไร้ซึ่งสุขภัณฑ์ ก็เป็นได้ ถ้าเจอสถานการณ์เช่นนี้ผมจะไม่เข้าร่วมประมูลเพราะเราประเมินมูลค่าไม่ได้

 

ถ้าคุยกับคนที่อาศัยอยู่หรือเจ้าของบ้านไม่รู้เรื่อง ผมไม่ซื้อ!!!

ถ้าบ้านมีคนอยู่ ผมจะเดินเข้าไปถามตรงๆ ว่ารู้หรือไม่ว่าบ้านกำลังจะถูกยึดและขาย ถ้าผู้อยู่อาศัยรับรู้และพร้อมย้ายออก ก็ดีไป … แต่ในหลายกรณีที่ บ้านมีคนอยู่และคุยไม่รู้เรื่อง ไม่ออก หรือ ท่าทางแข็งกร้าว ถ้าเจอสถานการณ์เช่นนี้ผมจะไม่เข้าร่วมประมูลเด็ดขาด เพราะจะมีปัญหายุ่งยากตามมามากมาย เช่น ผมคงไม่สบายใจนักกับการที่ต้องไปไล่เขาออกจากอดีตบ้านตัวเอง ถ้าตกลงไม่ได้ก็ต้องมาฟ้องร้องขับไล่กันอีกเสียทั้งเงินทั้งเวลา

 

ถ้าราคาประมูลสูงเกินกว่าที่ผมคำนวณมา ผมก็ไม่ซื้อ!!!

แต่ถ้าสามข้อข้างต้นผ่านมาได้ไร้ปัญหา ผมจะเข้าสู้ราคา แต่ผมจะสู้ในราคาที่กำหนดไว้เท่านั้น ถ้าเกินกว่านั้น ต้องหยุด เพราะ ถ้าสู้ราคาเกินกว่าที่เราคิดมานั่นหมายถึงความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นและกำไรที่จะลดลงจากการลงทุน ผมเข้าร่วมประมูลมาหลายสิบครั้ง แต่ราคาสุดท้ายมาหยุดที่ผมไม่บ่อยครั้ง แต่ถ้ามาหยุดที่ผม ผมมั่นใจว่าต้องมีกำไรแน่นอน

 

4 กฎเหล็กเตือนสติ อย่าให้ความโลภความอยากมาบังสติเด็ดขาด ปล่อยให้เขาผ่านไปอย่าไปยึดติด จากประสบการณ์ส่วนตัวผมถึงพลาดหลังนี้ แต่ก็จะมีหลังใหม่การลงทุนใหม่เข้ามาเรื่อยๆ เช่น บ่อยครั้งที่ผมรู้สึกดีใจเสียด้วนซ้ำที่ประมูลไม่ได้เพราะหลังจากนั้นผมเจอหลังทีสวยกว่า ถ้าซื้อตอนนั้นไปคงไม่มีเงินเหลือพอ เป็นต้น บ้านทาวาเฮ้าส์ 22.5 ตารางวาหลังนี้ ผ่านทุกขั้นตอนของผมดูสถานที่จริงแล้ว สภาพแวดล้อมใช้ได้ อนาคตไกล ภายในบ้านสภาพดี มีผู้อยู่อาศัยเช่าอยู่แต่คุยรู้เรื่องและพร้อมออกหรือเช่าต่อตามเจ้าของรายใหม่

 

 

ส่วนที่ 2 การวางเงินประกันและการประมูล

 

ในการเข้าสู้ราคานั้นเราควรก็ไปก่อนเวลาเริ่มสักเล็กน้อย เพราะเราต้องกรอกเอกสารเพื่อตรวจสอบบุคคลล้มละเลยและวางเงินประกันในการเข้าสู้ราคา เอกสารที่ใช้ประกอบคือบัตรประชาชนตัวจริง การวางเงินประกันเข้าสู้ราคาต้องวางร้อยละ 5 จากราคาเริ่มต้นหลังนี้ที่ 337,875 บาท ดังนั้นต้องวางเงิน 337,875 x 0.05 = 16,893.74 บาท ถ้าเราประมูลไม่ได้ เราจะได้เงินจำนวนนี้คืนเต็มจำนวน

ถ้าสนใจทรัพย์นั้นจริงควรไปตั้งแต่ครั้งแรกครับ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ขายก็ตาม สำหรับคำถามที่ว่ารอถ้าไม่มีผู้สนใจราคาจะลดลงนั้น ผมมองว่าถ้าทรัพย์ดีจริงๆ โดยมากไปไม่ถึงช่วงลดราคาครับ ขายออกหมดก่อน แน่นอนครับว่าผมไปตั้งแต่นัดแรก หลังนี้ผมวางเงินไป 20,000 บาทครับ (วางมากกว่าได้) ตัวเลขกลมๆคิดง่ายดี

 

ประมูลบ้านจากกรมบังคคดี 2

 

“เจ้าหน้าที่ถามว่ามีใครรับราคาเริ่มต้นหรือไม่?” ผมก็ชูป้ายหมายเลขที่ได้มา บอกว่ารับราคาเริ่มต้น ยังไม่ทันไปไหนเลยครับ เจ้าหน้าที่ถามว่ามีคนสู้ราคาอีกหรือไม่ ไม่มี โจทก์ซึ่งมาดูแลการขาย จึงขอใช้ “สิทธิ์ค้านราคา” ในราคาที่ผมเสนอ ผมจึงเป็น “ผู้ที่ถูกผูกพันราคาไว้” นัดหน้าค่อยมาประมูลสู้กันใหม่ (นัดถัดไปวันที่ 27 ก.พ. 2557)

 

ภาพแสดง การเพิ่มขึ้นในแต่ละครั้งของการยกสู้ราคา รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในลิงค์นี้ครับ http://branch.led.go.th/sisaket/marketrule.asp

ประมูลบ้านจากกรมบังคคดี 5

มีผู้เข้าสู้ราคามากมายหลายเจ้าครับแต่ในท้ายที่สุดผมประมูลบ้านทาว์นเฮ้าส์หลังนี้มาได้มาในราคา 690,000 บาท

 

ส่วนที่ 3 ขั้นตอนและวิธีการเมื่อประมูลทรัพย์ได้

 

หลังจากประมูลได้แล้วเรา กรมบังคับคดีจะให้เวลาเรา 15 วันในการนำเงินมาชำระ แต่ถ้าคาดว่าหาไม่ทันเราสามารถทำเรื่องวางเงิน 10% ของราคาประมูลเพื่อขอยืดเวลาเพิ่มได้อีก 90 วัน รวมเป็น 105 วันนับจากวันที่ซื้อทรัพย์ได้

จุดสังเกตและข้อควรระวัง …  แต่ถ้าหากเราหาเงินมาจ่ายไม่ได้ตามกำหนด ทางกรมบังคับคดีจะถือว่าการประมูลนั้นเป็นโมฆะ และทำการเปิดประมูลทรัพย์นั้นใหม่อีกครั้ง ซึ่งถ้าการประมูลใหม่นี้ผู้ประมูลได้ประมูลไปในราคาน้อยกว่าที่เราเคยประมูล เราจะต้องชำระค่าส่วนต่างของราคาในการประมูลครั้งนี้ด้วย ดังนั้น ในการขอกู้เงินจากธนาคารหรือรวมรวมเงินนั้นต้องระมัดระวังเรื่องเวลาให้ดีมิเช่นนั้นอาจเข้าเนื้อได้ขาดทุนได้

ข้อควรระวังอีกหนึ่งข้อหนึ่งคือ … ถ้าเป็นการซื้อเพื่อการลงทุนจับปล่อยหรือเก็งกำไรลักษณะนี้ เงินที่นำมาใช้ลงทุนนี้ควรเป็น “เงินเย็น” ใช้เพื่อการนี้โดยเฉพาะหรือไม่มีกำหนดใช้ในเร็ววัน ผมเชื่อว่าอะไรก็ไม่แน่นอน ถึงเราจะมั่นใจแค่ไหนก็ตามมันไม่มีอะไรการันตรีเราได้หรอกครับว่าเราจะไม่พลาดและถ้ามันเกิดพลาดขึ้นมาแล้วผมเชื่อเลยว่า เคราะห์จะซ้ำกรรมจะซัดแน่นอน ถ้าเงินที่นำมาลงทุนเป็นเงินร้อนต้องรีบใช้ พลาดทำกำไรไม่ได้อย่างที่คิดต้องรีบขายออก ถ้าเป็นเช่นนี้รับรองได้เลยว่าขาดทุนกระจุยกระจายแน่นอน!!!

ในนัดที่สองนั้น หลังจากที่ผมประมูลได้ในราคา 690,000 บาท ผมก็ดำเนินการวางเงิน 10 % เพื่อทำเรื่องยืดเวลาหลังจากประมูลได้ทันที 69,000 บาท ตามภาพใบเสร็จนี้ครับ

ประมูลบ้านจากกรมบังคคดี 3

 

ถามว่าผมมีเงินสดเลยหรือไม่? ผมตอบว่ามีครับ แล้วถ้าอย่างนั้นทำไมถึงขอขยายเวลา?

 

มันเป็นเทคนิคเล็กๆน้อยครับ ในกรณีบ้านหลังนี้คือ มีผู้เช่าเดิมอยู่แล้ว หลังจากประมูลได้ผมก็แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของคนใหม่ สอบถามว่าราคาค่าเช่าเดิมเท่าไหร่? ผู้เช่าเดิมตอบว่า 3,000 บาท ผมเลยยื่นข้อเสนอบอกว่า ผมยืนราคาค่าเช่าเดิมที่ 3,000 บาท 3 เดือน หลังจากนั้นจะขึ้นค่าเช่าเป็น 3,800 บาท แต่ผู้เช่าเองก็เป็นช่างรับเหมาซ่อมแซมบ้านอยู่แล้วผมก็เลยยื่นข้อเสนอว่าผมให้เขาตีราคาค่าปรับปรุงบ้านหลังนี้เลย ประตูลูกบิด บานเกร็ด ฯลฯ พอเขาตีราคามาผมก็จ้างเขาทำเลย … เท่ากับว่าผมได้ค่าเช่า 3 เดือน 9,000 บาทมาเป็นค่าซ่อมแซมบ้านโดยปริยาย และในระหว่าง 3 เดือนนั้น ผมก็ประกาศขายบ้านหลังนี้ว่ามีคนสนใจหรือไม่?

 

จากเทคนิคยืดเวลานี้ ผมซ่อมบ้านโดยใช้เงินจากผู้เช่าเอง โดยที่ผมจ่ายเงินให้กับกรมฯไปเพียงส่วนเดียว ในระยะเวลานี้ผมประกาศขายและผมสามารถหาผู้สนใจซื้อได้ในระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน (ทั้งนี้ระยะเวลาในการขายขึ้นอยู่กับทำเลและราคาของบ้านด้วยนะครับ)

 

เมื่อใกล้ถึงวันครบกำหนดผมก็นำเงินไปชำระส่วนต่าง 690,000 – 20,000 – 69,000 = 601,000 บาท

ประมูลบ้านจากกรมบังคคดี 4

 

หลังจากชำระเงินทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย กรมบังคับคดีก็จะออกหนังสือแจ้งการปลดจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่เรา พร้อมทั้งโฉนดฉบับจริง และให้เรานำเอกสารนี้ไปที่ กรมที่ดินเพื่อโอนเป็นชื่อเรา

 

ในกรณีซื้อเงินสดเช่นผมในครั้งนี้ ขั้นตอนการโอนที่ดินก็ไม่ยุ่งยากแต่ประการใด

เอกสารที่ใช้ในการโอนกรรมสิทธิ์

- หนังสือแจ้งการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมบังคับคดีออกให้
- โฉนดที่กรมบังคับคดีให้เรามา
- บัตรประชาชาตัวจริง พร้อมสำเนาบัตร
- ทะเบียนบ้านตัวจริง พร้อมสำเนาบัตร
- เอกสารของคู่สมรส (ถ้ามี)

แต่ถ้าเป็นในกรณีที่กู้จากธนาคารก็จะมีเอกสารของทางธนาคารเพิ่มเติม เช่น สัญญาจดจำนองใหม่ เป็นต้น

 

หลังนี้ผมเสีย ค่าคำขอ ค่าพิมพ์โฉนด ค่าธรรมเนียม และ ค่าภาษีเงินได้ รวมประมาณ 18,000 บาท ในกรณีบ้านหลังนี้ผมไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เนื่องจากเจ้าของเดิมถือครองบ้านเกิน 5 ปี (การคิดคำนวณภาษีต่างๆ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากลิงค์แนบนี้ครับ เป็นบทความของธนาคารกสิกรไทย http://k-expert.askkbank.com/Article/Pages/A3_032.aspx หรือ ถ้ายังไม่มั่นใจว่าจะเสียเท่าไหร่ ตีเผื่อไปเลยครับ 10% ของราคาซื้อขาย ในกรณีการโอนซื้อขายปกติน่าจะไม่เกินแน่นอน)

 

แต่การประมูลบ้านนั้นเราสามารถทำเรื่องยื่น “ขอคืนภาษีเงินได้” จากกรมบังคับคดีได้ ในกรณีบ้านหลังนี้หลังจากที่ผมทำเรื่องโอนจากกรมที่ดินเสร็จผมก็มาทำเรื่องขอคืนภาษีที่กรมบังคับคดีทันทีโดยนำในเสร็จรับเงินมาใช้ในการทำเรื่อง หลังจากทำเรื่องเรียบร้อยก็สามารถมารับเงินคืนได้ภายหลังจากนั้นอีก 1 เดือน ในครั้งนี้ผมได้คืนภาษีเงินได้ราวเจ็ดพันบาท (การขอคืนภาษีเงินได้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากลิงค์นี้ครับ http://test.led.go.th/faqn/SARA.ASP?nomod=b)

 

ห้ามลืม ก่อนที่จะออกจากกรมที่ดิน ต้องขอคัดสำเนา “คำขอขายตามคำสั่งศาล” ออกมาด้วย เพราะ สำเนานี้เราจะต้องนำไปใช้ในการขอ “เล่มทะเบียนบ้านตัวจริง” ของบ้านหลังนี้ (เพราะในการประมูลบ้านจากกรมบังคับคดีเหล่านี้ จะไม่มีเล่มทะเบียนบ้านมาให้เราครับ แต่ถ้าเราเป็นเจ้าของแล้วเราสามารถไปคัดทำเล่มใหม่ได้)

 

หน้าตาหนังสือ “คำขอขายตามคำสั่งศาล” จะเป็นประมาณนี้ครับ

ประมูลบ้านจากกรมบังคคดี 6

 

หลังจากนั้นเราก็นำสำเนาหนังสือนี้ไปที่อำเภอครับเพื่อขอทำเล่มทะเบียนบ้านตัวจริง ใช้เวลาไม่นาน(ถ้าคนไม่เยอะ) เราก็จะได้เล่มทะเบียนบ้านก็เป็นอันเสร็จพิธี … นี่คือขั้นตอนโดยรวมของการประมูลบ้านจากกรมบังคับคดีเหมือนจะยุ่งยากซับซ้อนครับ แต่จริงแล้วไม่ยุ่งยากอย่างที่คิดครับ

 

ผมมองว่า กระบวนการ วิธีการ หรือ ขั้นตอนต่างๆเหล่านี้ไม่ยากครับ เพราะ มันเป็นขั้นตอนที่เราต้องดำเนินการ ถ้าเราไม่ทราบว่าเราต้องทำอย่างไร เราสามารถสอบถามจากเจ้าหน้าที่จากกรมบังคับคดีหรือกรมที่ดินได้ตลอด แต่ผมมองว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการลงทุนลักษณะนี้คือ การวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจลงทุน ไม่ว่าจะเป็น การประเมินราคาบ้าน พิจารณาสภาพแวดล้อมของบ้าน พิจารณาแนวโน้มที่ดิน และพิจารณาอีกหลายๆปัจจัย ที่จะทำให้เรากำหนดราคาสูงสุดในการเข้าสู้ประมูลได้แม่นยำ ปลอดภัย และ มีกำไรมากที่สุด นี่ต่างหากที่ยากที่สุดของการลงทุน

 

บ้านทาว์นเฮ้าส์หลังนี้มีกำไรแน่นอนครับ เพราะราคาตลาดอยู่ที่ 800,000 บาทขึ้นไป แต่อย่างที่เรียนไว้ตั้งแต่ตอนต้นผมคงไม่ประสงค์ที่จะทำกำไรจากบ้านหลังนี้ เพราะ ผมจะขายให้น้าสาวของผมเอง ซึ่งผมเองก็ยินดีมากๆที่น้าสาวจะซื้อบ้านหลังนี้เก็บไว้

 

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกๆท่านได้นะครับ

 

ขอให้ทุกๆท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

 

…[^_^]…

มาม่ากับปลากระป๋อง

ผมนักเดินทาง "ล่าฝัน" บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า "ชีวิต" ระหว่างทางผ่านประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย เลยคว้าคีย์บอร์ดขึ้นมาพิมพ์แทน "ปากกา" ใช้บล็อก Creativeshooter.com แทน "สมุด" เพื่อบันทึกและแบ่งปันการเดินทางในครั้งนี้

More Posts - Website