ปีนี้ธุรกิจผมมีครบเครื่อง ทั้งยอดขายตก ขาดทุนรุ่งริ่ง และ ก็มีกิจการที่รุ่งโรจน์!!!

ปีนี้ธุรกิจผมมีครบเครื่อง ทั้งยอดขายตก ขาดทุนรุ่งริ่ง และ ก็มีกิจการที่รุ่งโรจน์!!!

ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากสำหรับใครหลายๆคน และในทางกลับกันก็น่าจะเป็นปีที่สดใสของใครบางคน ทำไมทำธรกิจเหมือนกันแต่จึงมีข้อแตกต่างกันสุดขั้วมากขนาดนี้ บทนี้ผมขอแชร์ในอีก “มุมมองของคนทำธุรกิจคนหนึ่งที่มีต่อเศรษฐกิจ” ที่ปีนี้ธุรกิจผมมีทั้ง ขาดทุน เจ๊ง รุ่งริ่ง  ย้ายร้านหนีต้นทุน กิจการที่พอไปได้ กิจการที่รุ่งเรือง รวมถึงการเปิดกิจการใหม่

 

ขอเริ่มต้นบทความด้วยกราฟเศรษฐกิจกว้างๆ กับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่าง GDP (เครดิตภาพ ตามภาพเลยครับ)

 

GDP ย้อนหลัง 5 ปี (และคาดการณ์ล่วงหน้า) ของไทยเทียบกับเพื่อนบ้าน เห็นแล้วซี๊ด

1x-1

ว่ากันตามตรง เส้น GDP คือ ค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ แต่ถ้าขยายภาพออกมาจะมีธุรกิจจำนวนมากที่ แกว่งตัวอยู่รอบๆเส้นเหล่านั้นถ้ามองลึกลงไป จะเป็นธุรกิจจำนวนมากที่ ติดลบ ขาดทุน และก็มีธุรกิจอีกจำนวนมากมายเช่นกันที่ กิจการดีไปได้สวย แต่เมื่อนำทั้งหมดทั้งมวลมาเฉลี่ยทั่งประเทศแล้ว การเติบโตจะอยู่ที่ 3 % (อ้างอิง forecasts ตามภาพ)

 

GDP โต 3% อธิบายง่ายๆคือ ปีที่แล้วมีรายได้ 100 บาท แต่ปีนี้มีเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้น 3% นั่นก็คือรายได้ 103 บาท … แน่นอนว่า 3% นี้เป็นตัวเลขที่น้อยเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงดีกว่าปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือ แม้แต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่

 

GDP ย้อนหลัง 8 ปี

econ1

 

 

 

 

 

นี่คือภาพกว้างๆของประเทศ ที่นี้เราลองมาดูการวิเคราะห์ภาพเล็กๆอย่างธุรกิจของผมบ้าง

 

กิจการแรก … กิจการที่ขาดทุน!!!

 

“ร้านขายเครื่องเขียนและกิ๊ฟช็อป”… ปีนี้ยอดขายตกถล่มทลาย กิจการประสบภาวะขาดทุน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?  … ร้านนี้ของผมแยกสินค้าออกเป็น 2 ส่วนหลักๆคือ ร้านขายเครื่องเขียน กับ ร้านขายกิ๊ฟช็อป … ผมมองว่าร้านขายเครื่องเขียน โดยเฉพาะที่เปิดหน้าร้านขายนั้นใกล้เข้าสู่ธุรกิจตะวันตกดินเต็มที จากการที่โลกกำลังเปลี่ยนไปสู่โลกดิจิตอลมากขึ้น รวมถึง การแข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกันที่แข่งขันกันสูง จนทำให้กำไรต่อหน่วยลดลง และถูกแย่งลูกค้าจากกระแสe-commerce ไปจำนวนมาก … ในส่วนของสินค้ากิ๊ฟช็อปนี่ก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน สินค้าประเภทของขวัญกำไรดีมากก็จริง แต่ข้อเสียของมันคือ อ่อนไหวง่ายต่อเศรษฐกิจ ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคืองสินค้าประเภทนี้จะกระทบก่อนเป็นตัวแรกๆ เพราะจะขายยากมากขึ้น ขายได้น้อยจนสังเกตได้

 

จะสังเกตเห็นว่าจากทั้ง เศรษฐกิจที่ฝืดเคือง แนวโน้มของตัวธุรกิจเอง และรวมถึงการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ทำให้กิจการนี้ประสบสภาวะขาดทุน … สำหรับธุรกิจต้องพิจารณาให้รอบครอบว่าต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร

 

ภาพพนักงานของผมปีนี้ที่นั่งเหงา ทั้งๆที่ปกติปลายปีแบบนี้จะต้องห่อของขวัญกันมือเป็นระวิง

ร้านเครื่องเขียน

 

 

กิจการที่สอง … กิจการที่ยอดขายตกแต่ยังคงมีกำไร!!!

 

ผมมีธุรกิจครอบครัวที่เปิดมานานหลายปีธุรกิจหนึ่งเป็น “ธุรกิจขายสินค้าเข้าโรงงานอุตสาหกรรม” ปีนี้ยอดขายลดลง 10% จากปีก่อน และ ลดลงต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 … ผมมองว่าภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกนั้นจะอิงกับการส่งออกเป็นหลัก รถยนต์และอะไหล่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งสัดส่วนการส่งออกนั้นมีผลต่อ GDP ของประเทศค่อนข้างสูง

สัดส่วน GDP

 

yoy การส่งออก

http://library2.parliament.go.th/giventake/content_nrcinf/nrc2557-article60.pdf

http://www.nesdb.go.th/Portals/0/eco_datas/account/qgdp/data3_15/BookQGDP3-2015-Thai.pdf

 

 

 

เมื่อใดก็ตามที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจธุรกิจจะมีผลกระทบต่อกิจการนี้สูงมาก เมื่อปี 40 ตอนนั้นร้านนี้มีพนักงาน 3 คน (แม่ผม น้าชาย และ น้าสาว) ของที่ซื้อมา กะว่าจะขายโรงงาน ของกองเต็มบ้านแต่ขาย โดนโกงเงินบ้างก็มี และจนในท้ายที่สุด แม่ผมต้องแยกตัวออกมาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของร้าน ปี 51-52 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เราเสียหายย่อยยับโดนโกงเอาสินค้าไปแล้วไม่จ่ายเงินไปหลายล้าน ฟ้องร้องเป็นสิบคดี ได้คืนบ้างไม่ได้บ้างแต่ก็ผ่านมันมาได้แบบหืดขึ้นคอ

 

มาถึงปีนี้ปีที่ยอดยอดส่งออกที่ติดลบ ย่อมส่งผมถึงอุตสาหกรรมการเพื่อการส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ … ยอดส่งออกที่ติดลบ หมายถึงการผลิตเพื่อการส่งที่น้อยลง และแน่นอนว่ายอดผลิตลดลงก็ย่อมสั่งอะไหล่ที่น้อยตาม ในขณะที่ตลาดซบเซาแต่คู่แข่งมีเท่าเดิมนั่นหมายความว่า การแข่งขันย่อมสูงขึ้นตาม การแข่งขันที่ดุเดือด โดยมากมักจะตามมาด้วยกำไรที่ลดลง พรรคพวกเพื่อนฝูงที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกับผมหรือทำธุรกิจประเภทเดียวกับผมต่างโอดครวญไปตามๆกันจากสภาวะเช่นนี้

 

ยอดขายและกำไรที่ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ย่อมหมายถึงสัญญาณอะไรบางอย่าง?  … หลายๆปัจจัยชี้ชัดว่าการทำธุรกิจในท่วงทำนองเดิมๆอาจจะใช้ไม่ได้ผลกับยุคสมัยใหม่ที่กำลังเริ่มต้น … ลองนึกดู GDP เพิ่ม 3% ถึงแม้ว่าการส่งออกจะลดลง 1-3% ก็จริง แต่ธุรกิจผมลดลงกว่า 10% นั่นหมายถึงเราสู้ตลาดภาพรวมไม่ได้ ผมเชื่อว่าในธุรกิจแบบเดียวกับผมยังมีคนที่ทำได้ดีกว่าผมอยู่อีกมาก

 

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ต้นทุนเราที่มากกว่าเขา? ช่องทางการขายเราด้อยกว่า? การบริหารงานที่ด้อยกว่า? และอีกสารพัด ฯลฯ

 

ลองมาดูตัวอย่างการปรับตัวของธุรกิจของผมกัน สาขาหนึ่งของธุรกิจนี้เป็นอาคารเช่า เป็นอาคารพาณิชย์ติดถนนใหญ่เช่ามานานมากหลายปีและปีหน้ากำลังจะขึ้นราคา(สวนวิกฤต) ยอดขายตกแต่ต้นทุนจะเพิ่ม … ผมและทีมพิจารณากันอยู่หลายเดือนและในที่สุดก็ตัดสินใจ “ทิ้ง” อาคารทำเลดีติดถนนใหญ่นี้ไป … การทิ้งตึกนี้มีทั้งขอดีและข้อเสีย ข้อดีคือ ค่าใช้จ่ายที่ถูกลงเพราะเราไปซื้อตึกที่ขนาดใหญ่พอๆกันในทำเลที่ด้อยกว่าแต่ถึงอย่างไรก็ตามค่าผ่อนก็ยังถูกกว่าค่าเช่ากลายอยู่มาก ข้อเสีย การย้ายร้านจากติดถนนใหญ่ทำเลดีไปในทำเลที่เป็นรอง นั่นเท่ากับว่าเรากำลังทิ้งลูกค้าหน้าร้านที่จะเข้ามาในอนาคต

สามสี่ปีมานี้ผมลองหยั่งขา ขยายช่องทางการขายเข้าไปอินเตอร์เน็ต ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด และในวิกฤตที่ต้องย้ายร้านนี้ทำให้ต้นทุนผมถูกลงผมจะนำส่วนต่างนี้ไปขยาย ปรับปรุงในส่วนของการขายทางอินเตอร์เน็ตให้ใช้งานให้ดียิ่งๆขึ้นและก้าวเข้าสู่โลกของ e-commerce ในลำดับต่อไป … ก็ต้องสู้กันต่อไปสำหรับกิจการนี้

 

กิจการที่สาม … เติบโตและมีกำไร!!!

 

อีกธุรกิจหนึ่งของผมคือ “นักพัฒนาอสังหาฯรายจิ๋ว” หลายปีที่ผ่านมาผมสร้างบ้านขายบนที่ดินแปลงเล็กๆ ในทำเลเกิดใหม่ทำเลหนึ่ง แต่ในปีนี้ผมสร้างบ้านทาวน์เฮ้าส์ขายไป 12 หลัง ซึ่งเป็นปีที่ผมสร้างขายได้มากที่สุดเท่าที่เคยทำมา (และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าต่อไปจะมากขึ้นเรื่อยๆ) ปีนี้ถือว่าเป็นปีทองปีหนึ่งของกิจการนี้ ยอดขายเติบโตแบบทวีคูณ กำไรที่ได้ก็น่าชื่นใจ และ สร้างเสร็จก็แทบจะขายได้ทันที

 

เกิดอะไรขึ้น? … ถึงแม้ว่าภาพรวมภาพกว้างระดับประเทศที่ย่ำแย่และฝืดเคืองแบบนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทั่วทั้งประเทศจะต้องซบเซาตามไปด้วย เพราะ ยังมีอีกหลายๆพื้นที่ที่เป็นทำเลเกิดใหม่ มีทำเลอีกมากที่กำลังเป็นทำเลทองของคนค้าขาย รวมไปถึงยังมี เป็นธุรกิจเกิดใหม่เป็นดาวรุ่งอีกมากมายที่ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ … ต้องมองว่าธุรกิจที่เราทำนั้นถูกที่ถูกเวลาหรือเปล่า ถ้ามันใช่ ถ้ามันโดน เราก็รุ่ง

บ้านทาวน์เฮ้า

 

 

กิจการที่สี่ … แข็งแกร่ง!!!

 

ผมขอใช้คำว่าแข็งแกร่ง เพราะ ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ … “กิจการบ้านเช่า”

 

ความแข็งแกร่งของมันมีที่มา ผมมีบ้านเช่าในการดูแลกว่า 30 หลังเป็นของผมสิบหว่าหลังที่เหลือเป็นของญาติพี่น้องและของเพื่อนๆผม … บ้านเช่าของเราตั้งอยู่ทำเลดีที่ ผ่านการคัดสรรมาอย่างถึงพริกถึงขิง (โดยผมเอง 555+) ทำให้อัตราการเช่าบ้านของเรามากกว่า 90%+ (จนต้องเข้าคิวเช่า) และผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ประกอบกับแนวโน้มเชิงบวกไม่ว่าจะเป็นการเติมโตของชุมชน การขยายตัวของมหาวิทยาลัย และ การจะเข้ามาของร้านค้าปลีกชั้นนำในอนาคต ทำให้ผมเชื่อว่าสถานการณ์เหล่านี้จะยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายปี

 

ที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่ผู้คนจำต้องใช้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ขนาดไหน ในขณะเดียวกันกลุ่มลูกค้าของเรามีการกระจายกันหลายกลุ่มทั้งนักศึกษาและกลุ่มคนทำงาน เศรษฐกิจฝืดๆ อาจจะทำให้เราหาลูกค้าผู้เช่าที่เป็นคนทำงานยากก็จริงแต่เราก็ยังมีกลุ่มนักศึกษารองรับอยู่ …

 

บ้านเช่าถ้าตั้งอยู่ในทำเลที่ถูกต้องและซื้อมาในราคาที่สมเหตุสมผล ย่อมทำเงินได้ไม่ยาก ยิ่งถ้าเราซื้อมาในราคาที่ถูกและซื้อในทำเลที่กำลังเติบโตด้วยแล้ว กำไรเป็นกอบเป็นกำไม่ใช่เรื่องยากเกินไป (ซึ่งกิจการนี้ไปได้สวยและผมกำลังต่อยอดเป็นอพาร์ทเม้นท์ในเร็วๆนี้)

บ้านเช่า

 

กิจการส่งท้าย … กิจการใหม่!!!

 

ก่อนเริ่มต้นธุรกิจ เราทุกคนย่อมตั้งความหวังว่ามันจะไปได้สวย เติบโต ยั่งยืน และ มีกำไร แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดา เพราะเมื่อเราลงมือทำกิจการจริงๆนั้น มักจะมีสารพัดปัจจัยที่เราไม่ได้คำนึงถึงหรือแม้แต่ละเลยมองข้ามไป จนทำให้กิจการนั้นๆ ขาดทุนและ ปิดตัวลงในที่สุด ผมเองก็มีประวัติทำธุรกิจก็เจ๊งมาหลายกิจการ จากเหตุผลเหล่านี้

 

แต่นั่นก็คือเรื่องของอนาคต … ถ้าเรามัวแต่กลัวไม่กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ กิจการที่สวยงาม ที่เราเราหวังเติบโต ยั่งยืน และ มีกำไร นั้นคงไม่มีให้เราเห็นแน่นอน เพราะ เราไม่ลงมือทำ … สำหรับผมถ้ามีกิจการใดๆก็ตามที่ผมพอเล่นได้ พอมีลู่ทางทำมาหากิน ไม่ขัดต่อกฎหมาย และถึงแม้จะเป็นกังวลต่อเศรษฐกิจโดยรวมบ้าง แต่ในท้ายที่สุดผมมักเลือกที่จะลงมือทำเสมอ… และล่าสุดพี่ชายผมเห็นช่องทางบางอย่างจึงชักชวนผมลงหุ้นเปิดร้านอาหารเล็กๆที่เชียงใหม่ แน่นอนว่าผมตอบตกลง ซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร จะรุ่งหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่อย่างๆน้อยๆผมเชื่อว่า … ถ้าไม่เริ่มนับ 1 ก็จะไม่มี 2 เสมอ

ร้านอาหาร

 

 

จากที่เล่ามาจะเห็นว่า …

… บางกิจการของผม ย่ำแย่จากเศรษฐกิจในบางภาคส่วน
… บางกิจการของผม ย่ำแย่ด้วยตัวเนื้อธุรกิจของมันเอง
… บางกิจการของผม ย่ำแย่ด้วยการบริหารที่บกพร่อง
… บางกิจการของผม รุ่งเรืองด้วยความเติบโตของท้องถิ่น
… บางกิจการของผม รุ่งเรื่องด้วยศักยภาพของกิจการ
… แต่ทุกกิจการ ไม่ว่าจะย่ำแย่หรือรุ่งเรือง ก็ต้องมีตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเสมอ

(เราโทษดินโทษฟ้าได้ แต่ต้องอย่าลืมโทษตัวเองด้วย)

 

โดยรวมกิจการของผมยังไปได้ดี หลายๆกิจการยังประคองอยู่ได้ละมีกำไรในขณะที่บางกิจการยอดขายตกและขาดทุน ต่อไปกิจการที่ผมดูแลจะยิ่งมากขึ้นและขยายใหญ่ขึ้น แต่ผมเชื่อว่าถึงแม้เศรษฐกิจจะแย่ๆก็คงจะมันไม่มีอะไรแย่ไปเสียทั้งหมด ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจดีก็คงไม่มีอะไรดีไปเสียทั้งหมด … เพราะ แต่ละธุรกิจเนื้อธุรกิจมันต่างกันการคิดย่อมไม่เหมือนกัน ลงสนานในจังหวะและเวลาต่างกันผลก็ออกมาต่างกัน ถึงแม้ว่าอยู่ในภาคธุรกิจเดียวกันแต่คนทำที่ต่างกันยังทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาต่างกัน

 

ด้วยความหลากหลายของผลลัพธ์ที่ออกมาเราควรจะทำอย่างไร สำหรับผม ผมจะเตือนตัวเองเสมอว่า …  จงอย่าจมกับอดีตที่เลวร้าย จงอย่ายึดติดกับคามสำเร็จที่เคยมีมา จงอย่าคาดหวังกับอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง … แต่จงอยู่กับปัจจุบันและทำวันนี้ให้ดีที่สุดเป็นพอ !!!!

 

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านโชคดี ส่งท้ายปีเก่าด้วยความสุข และ ยิ้มรับปีใหม่ด้วยจิตใจที่เบิกบาน สวัสดีครับ

 

…[^_^]…

มาม่ากับปลากระป๋อง

ผมนักเดินทาง "ล่าฝัน" บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า "ชีวิต" ระหว่างทางผ่านประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย เลยคว้าคีย์บอร์ดขึ้นมาพิมพ์แทน "ปากกา" ใช้บล็อก Creativeshooter.com แทน "สมุด" เพื่อบันทึกและแบ่งปันการเดินทางในครั้งนี้

More Posts - Website