ทำงาน 5 วัน ทำเงินงอกมาได้ 50,000 บาท จากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

หนึ่งในปัจจัยสี่ที่มนุษย์ปุถุชนจำเป็นต่อการดำรงชีวิตคือ ที่อยู่อาศัย เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่อยู่อาศัยนั้นไม่สำคัญ อาจเนื่องด้วยหลายๆปัจจัยที่ทำให้มันเป็นสิ่งสำคัญเช่น เราทุกคนจำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัยทำให้เราต้องขวนขวายเพื่อให้ได้มันมา แต่ถึงกระนั้นที่อยู่อาศัยก็ไม่ได้หามาได้ง่ายๆดั่งใจนึกด้วยคุณสมบัติเฉพาะของมันอาทิ มัน(ที่ดิน)เป็นสิ่งที่มีจำกัด ที่สำคัญมันเป็นสิ่งที่ มีราคาสูง ถ้าเราจะเรียกให้ความหมายครอบคลุม เรียกรวมๆและเรียกดูหรูหราหน่อยก็จะเรียกว่า อสังหาริมทรัพย์

(อสังหาริมทรัพย์ อันหมายถึง ที่ดิน ทรัพย์อันติดกับที่ดิน หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน รวมทั้งสิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินด้วย)

(ที่มาภาพ http://www.baanjomyut.com/library/2549/thai_home/01.html)

 

การลงทุนให้เงินที่มีอยู่ของเรางอกเงยขึ้นมานั้นก็มีหลายวิธีซึ่งในแต่ลงวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป หนึ่งในทางเลือกในการลงทุนอีกวิธีหนึ่งก็คือ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

 

ผมขอเล่าเรื่องการลงทุนของผมให้ฟังนะขอรับตามลำดับขั้นตอนการทำงาน

 

ทำงานวันที่ 1

สืบหา บ้าน อสังหาฯหรือสินทรัพย์รอการขาย ที่สนใจใน เวปไซด์ ต่างๆเช่น เวปของธนาคารพาณิชย์ เวปธนาคารของรัฐ เวปหน่วยงานของรัฐเช่นกรมบังคับคดี หรือแม้แต่ เวปบรรษัทบริหารสินทรัพย์ต่างๆ

ในกรณีของผมนั้นผมจะหาบ้านตามเวปสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละไม่นาน ผมก็เจอบ้านที่ผมสนใจเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ในทำเลที่ดีและราคาเหมาะสมจากเวปไซด์ของกรมบังคับคดี จึงได้รู้วันขายโดยการประมูลที่แน่นอน

ที่มาภาพ จากกรมบังคับคดี http://asset.led.go.th/

 

ที่มาภาพ http://www.thanachartnpa.com/

 

ทำงานวันที่ 2

ไปดูบ้าน ณ สถานที่จริงสอบถามพูดคุย คนอยู่เดิม(ถ้ามี)เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมาภายหลัง สอบถามพูดคุยกับคนในละแวกบ้านถึงราคาเช่าราคาขาย ฯลฯ

ในกรณีบ้านหลังนี้ ผมทราบราคาเช่าและราคาขายดีเนื่องจากอยู่ในทำเลที่ผมคุ้นเคย เพียงแต่ไปสอบถามผู้อยู่ปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร รู้หรือไม่ว่าบ้านหลังนี้ถูกบังคับขายโดยกรมบังคับคดี (กรณีของผมคนอยู่เขาเช่ามาจากเจ้าของเก่าอีกที) เราต้องรู้ราคาขายราคาเช่าเพื่อที่เราจะได้นำมาพิจารณาการลงทุนได้ถูกต้องว่าสมควรลงทุนหรือไม่ ลงทุนไปแล้วคุ้มหรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้น

 

 

รูปบ้านในหมู่บ้านเดียวกันกับผมซื้อ แต่ว่าบ้านที่ผมซื้อจะไม่มีต่อเติมจั่วด้านหน้าแบบนี้
(หารูปบ้านหลังที่ซื้อไม่เจอจริงๆ)

 

ทำงานวันที่ 3

ประมูลซื้อหรือติดต่อขอซื้อบ้าน จากเจ้าของเดิม

ผมได้ไปประมูลสินทรัพย์สู้กับผู้คนมาหน้าหลายตาที่สนใจในบ้านหลังนี้เช่นกัน ในที่สุดโชคก็เข้าข้างทำให้ผมได้เสนอราคาได้ในราคาที่สูงที่สุดเป็นคนสุดท้ายในราคาที่ 490,000 บาท และเมื่อรู้ว่าเราได้บ้านแล้วก็ติดต่อหาช่างเพื่อเข้ามาซ่อมแซมและทาสีใหม่ให้ดูใหม่สดเพื่อเพิ่มมูลค่าของบ้านผมใช้งบดังกล่าวอยู่ที่ 20,000 บาท

 

ทำงานวันที่ 4

ทำการซื้อทรัพย์จ่ายเงิน โอน โฉนดที่ที่ดินจากผู้ขายมาเป็นของเรา

ผมนำเงินสดไปจ่ายที่กรมบังคับคดีเต็มจำนวนเสร็จแล้วกรมบังคับคดีได้ออกหนังสือให้ผมไปที่ที่ดินเพื่อโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินหลังนี้ให้แก่ผม ผมไปที่ที่ดินเพื่อโอนที่เสียค่าใช้จ่ายในการโอน 10,000 บาท (กรมบังคับคดีออกในส่วนของค่าธรรมเนียมให้ประมาณ 10,000 บาท) วันทำงานวันนี้ไม่ต้องทำอะไรมากแค่ นั่งรอ อ่านหนังสือพิมพ์ไปพลางๆ รอคิวที่แสนนานเพราะปริมาณคนที่หนาแน่นของหน่วยราชการทั้งสอง

 

ทำงานวันที่ 5

ทำการขายทรัพย์รับเงิน โอน โฉนดที่ที่ดินของเราให้กับผู้ซื้อบ้านต่อจากเรา

ผมได้ประกาศขายโดนการติดประกาศและบอกต่อ ก็มีผู้คนสนใจติดต่อเข้ามาพอสมควรและได้ตัดสินใจขายให้แก่ผู้ซื้อรายหนึ่งไปในราคา 590,000 บาทโดยที่ผมเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการโอนประมาณ 20,000 บาท

 

สรุป

ใช้งบประมาณในการลงทุนทั้งสิ้น 540,000 บาท(ค่าบ้าน 490,000 บาท ค่าซ่อมแซม 20,000 บาท ค่าโอนเข้า 10,000 บาท ค่าโอนออก 20,000 บาท)

ขายบ้านได้ในราคา 590,000 บาท

ใช้เวลาทำงาน 5 วัน ระยะเวลาตั้งแต่ค้นหาบ้านจนถึงขายได้รับเงินทั้งสินประมาณ 4 เดือน

ดังนั้นกำไรสุทธิ 50,000 บาท หรือคิดเป็น 9.26%

 

ถ้ากำลังคิดว่า 9.26% มันไม่มากเท่าไหร่เมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นแสดงว่า กำลังโดน กลลวงของคณิตศาสตร์เล่นงานอยู่นะครับ เพราะว่าการลงทุนนี้ให้เวลาเพียง 4 เดือน ดังนั้นถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ผลตอบแทน 9.26% ต่อ 4 เดือน

เรามาลองปรับกันสักนิด ถ้าใน 1 ปีเราทำแบบนี้ได้สัก 2 ครั้ง ก็จะทำให้กำไรกลายเป็น 18.52 % ต่อปี เป็นตัวเลขที่ดูดีทีเดียว

 

การลงทุนในลักษณะนี้น่าจะสามารถเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการในการลงทุน ที่สามารถลงทุนได้และน่าจะเก็บไว้เป็นทางเลือกให้แก่ทุกทุกท่านได้ต่อไปในอนาคต

 

ขอให้ความร่ำรวยจงมาสถิตแด่ท่าน

 

…[^,^]…

Nattapong Kh.

18/8/54

 

 

ปล.

-การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญาณการลงทุน

-การซื้อขายนี้อาจจะไม่ต้องทำโดยการซื้อขายเงินสด แต่จะทำการซื้อผ่อนแล้วขายดาวน์ก็น่าจะได้แต่จะมีกระบวนการที่ยากขึ้นสักหน่อย

-การศึกษาทำเลที่ตั้งและการซักถามผู้อยู่อาศัย/ผู้เช่าเดิม เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการซื้อบ้านจากกรมบังคับคดีนั้นถ้ามีเจ้าของ/ผู้เช่าเดิมอยู่ เมื่อเราซื้อไปแล้วเขาไม่ยอมออกจากบ้านนั้น จะทำให้เราต้องดำเนินการฟ้องร้องขับไล่ ซึ่งให้เวลานานและน่าจะเสียความรู้สึก

-เวปแนะนำทางด้านการให้ข้อมูลด้านอสังหาฯhttp://www.reic.or.th/RealEstateForPeople/default.asp

-ภาพบ้านเรือนไทยด้านบนสุดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความแต่อย่างใดแต่เนิ่องจากผู้เขียนชอบเป็นพิเศษจึงนำมาลง ภาพเป็นภาพบ้านเรือนแพและศาลาไทยริมน้ำชื่อ บ้านปาร์คนายเลิศ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2470 เจ้าของเดิมคือ พระยาภักดีนรเศรษฐ (เลิศ เศรษฐบุตร)

 

มาม่ากับปลากระป๋อง

ผมนักเดินทาง "ล่าฝัน" บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า "ชีวิต" ระหว่างทางผ่านประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย เลยคว้าคีย์บอร์ดขึ้นมาพิมพ์แทน "ปากกา" ใช้บล็อก Creativeshooter.com แทน "สมุด" เพื่อบันทึกและแบ่งปันการเดินทางในครั้งนี้

More Posts - Website